Diese Präsentation wurde erfolgreich gemeldet.
Wir verwenden Ihre LinkedIn Profilangaben und Informationen zu Ihren Aktivitäten, um Anzeigen zu personalisieren und Ihnen relevantere Inhalte anzuzeigen. Sie können Ihre Anzeigeneinstellungen jederzeit ändern.

Managing oneself

1.601 Aufrufe

Veröffentlicht am

Managing Oneself (HBR Classic)
Peter F. Drucker

Veröffentlicht in: Leadership & Management

Managing oneself

  1. 1. พันเอก มารวย ส่งทานินทร์ maruays@hotmail.com 12 กุมภาพันธ์ 2558
  2. 2. Peter F. Drucker PUBLICATION DATE: January 01, 2005 Best of HBR 1999.
  3. 3.  Peter F. Drucker เป็นศาสตราจารย์ (กิตติคุณ) Marie Rankin Clarke ด้าน Social Science and Management ที่ Claremont Graduate University แคลิฟอร์เนีย  เขาเป็นชาวอเมริกันที่เป็นชาวออสเตรียโดยกาเนิด เขาเป็ นที่ ปรึกษาด้านการจัดการ การศึกษา และนักประพันธ์ เขามีส่วน ร่วมในการเขียนปรัชญารากฐาน และแนวทางการปฏิบัติของ องค์กรธุรกิจที่ทันสมัย  เขายังเป็นผู้นาในการพัฒนาการศึกษาด้านการจัดการ เขาคิดค้น แนวคิดเรียกว่า การจัดการโดยวัตถุประสงค์ (management by objectives) และเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น ผู้ก่อตั้งการบริหาร จัดการยุคใหม่ (the founder of modern management)
  4. 4.  Throughout history, people had little need to manage their careers--they were born into their stations in life or, in the recent past, relied on their companies to chart their career paths.  But times have drastically changed. Today we must all learn to manage ourselves. What does that mean? As Peter Drucker tells us in this seminal article first published in 1999, it means we have to learn to develop ourselves. It may seem obvious that people achieve results by doing what they are good at and by working in ways that fit their abilities. But, Drucker says, very few people actually know--let alone take advantage of--their fundamental strengths.  He challenges each of us to ask ourselves: What are my strengths? How do I perform? What are my values? Where do I belong? What should my contribution be? Don't try to change yourself, Drucker cautions. Instead, concentrate on improving the skills you have and accepting assignments that are tailored to your individual way of working. If you do that, you can transform yourself from an ordinary worker into an outstanding performer.  Today's successful careers are not planned out in advance. They develop when people are prepared for opportunities because they have asked themselves those questions and rigorously assessed their unique characteristics.
  5. 5. ประเด็นในเรื่อง การพัฒนาตนเอง  1. อะไรคือจุดแข็งของฉัน? (What are my strengths?)  2. ฉันทาได้ดีเพียงใด? (How do I perform?)  3. ค่านิยมของฉันคืออะไร? (What are my values?)  4. ฉันควรจะเป็นและอยู่ที่ไหนดี? (Where do I belong?)  5. สิ่งที่ฉันควรจะมีส่วนสนับสนุนคืออะไร? (What should I contribute?)  ความรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ (Responsibility of relationships)  ช่วงครึ่งหลังของชีวิต (The Second Half Of Your Life)
  6. 6. เกริ่นนา  การประสบความสาเร็จในเศรษฐกิจฐานความรู้ คือผู้ที่รู้จุดแข็ง ของตัวเอง มีค่านิยม และมีวิธีการที่ดีที่สุดที่พวกเขาใช้ ดาเนินการ (Success in the knowledge economy comes to those who know themselves-their strengths, their values, and how they best perform)  ประวัติของผู้ที่ประสบความสาเร็จในอดีต คือผู้ที่มีการบริหาร จัดการตนเองอยู่เสมอ
  7. 7. กล่าวโดยทั่วไป  เราจะต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับตัวเอง  เราจะต้องมีการพัฒนาตัวเอง  เราจะต้องวางตัวเอง ในที่ที่เราสามารถมีผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  เราจะต้องระลึกไว้เสมอว่า ในช่วง 50 ปีของชีวิตการทางาน เมื่อ ถึงจุด ๆ หนึ่ง ต้องรู้จักวิธีการและเวลาที่จะเปลี่ยนงานที่ทา
  8. 8. 1. อะไรคือจุดแข็งของฉัน?  รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่คุณทาได้ดี มันเป็นการง่ายที่จะรู้ในสิ่งที่เราทาได้ ไม่ดี มากกว่าการรู้ว่าสิ่งที่เราทาได้ดี  เราไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพการทางานได้บนจุดอ่อน ซึ่งอาจ ทาให้เราไม่สามารถทาอะไรได้เลย  บุคคลสามารถดาเนินการได้ โดยอาศัยจุดแข็งเท่านั้น  ให้ค้นพบจุดแข็งของคุณผ่าน การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะ (feedback analysis)
  9. 9. การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะ  เป็นวิธีเดียวที่ใช้ระบุจุดแข็งของคุณ  เขียนผลที่คาดหวังจากการตัดสินใจที่สาคัญและการกระทาของคุณ จากนั้น 9-12 เดือนต่อมา ให้เปรียบเทียบกับผลลัพธ์  แผนดาเนินการ:  ใส่จุดแข็งของคุณที่ทาให้เกิดผลลัพธ์  ทางานเพื่อปรับปรุงจุดแข็งของคุณ  หลีกเลี่ยงความหยิ่งทางปัญญา - หาทักษะที่จาเป็น  แก้ไขนิสัยที่ไม่ดี; การขาดมารยาท  รู้ในสิ่งที่จะไม่ทา – ระบุความไร้ความสามารถ และพยายามหลีกเลี่ยง
  10. 10. กลยุทธ์ 1. เน้นจุดแข็งของคุณ (ให้ใช้จุดแข็งที่สามารถผลิตผลลัพธ์) 2. ปรับปรุงจุดแข็งของคุณ (พัฒนาทักษะของคุณหรือหามาใหม่) 3. ค้นพบความเย่อหยิ่งทางปัญญาของคุณที่เป็นสาเหตุของความ ล้มเหลว แล้วเอาชนะมันให้ได้ (แก้ไขนิสัยที่ไม่ดีของคุณ)
  11. 11. 2. ฉันทาได้ดีเพียงใด?  ขึ้นกับลักษณะของบุคลิกภาพ – วิธีการดาเนินการที่บุคคลที่ทา ได้ดีหรือไม่ดี เพราะแต่ละคนมีการทางานและการดาเนินการที่ แตกต่างกัน  วิธีการที่คนดาเนินการที่ไม่ซ้ากัน: เรื่องของบุคลิกภาพ  คนจานวนมากทางานในรูปแบบที่ไม่ได้เป็นวิธีการของพวกเขา  อย่าพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง (มากเกินไป) – ให้ทางาน หนักเพื่อปรับปรุงวิธีที่คุณใช้ดาเนินการ
  12. 12. เราเป็นผู้อ่านหรือผู้ฟัง?  ผู้อ่านเช่น ประธานาธิบดีเคนเนดี้ หรือรัฐมนตรีแมคนามารา ที่ ชอบอ่านรายงาน ในการแถลงข่าวหรือการอภิปราย  ผู้ฟังเช่น ประธานาธิบดีรูสเวลท์ ชอบการฟังและพูดคุย มากกว่า การอ่านและการเขียน  ผู้อ่านไม่สามารถกลายเป็นผู้ฟังได้อย่างเต็มที่ – และในทานอง เดียวกัน
  13. 13. เราเรียนรู้ได้อย่างไร?  คนเราอาจจะได้เรียนรู้จากการอ่าน การเขียน การทา การพูด การฟัง หรือการรวมกันของวิธีดังกล่าว  เราจะต้องใช้วิธีการที่ได้ผล สาหรับเราเอง
  14. 14. 3. ค่านิยมของฉันคืออะไร?  การทดสอบกับกระจก (mirror test) : อย่างมีจริยธรรมถาม ตัวเองว่า คนแบบไหนที่ฉันต้องการที่จะเห็นในกระจกในตอน เช้า?  ค่านิยม (values) เป็นการทดสอบที่ดีที่สุด (ultimate test) สาหรับการทางานที่เข้ากันได้ขององค์กรกับคุณ
  15. 15. 3. ค่านิยมของฉันคืออะไร? (ต่อ)  ความขัดแย้งค่านิยมที่ควรหลีกเลี่ยงคือ  ความมุ่งมั่นขององค์กร ระหว่างพนักงานใหม่กับพนักงานเก่า  การปรับปรุงที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้ น หรือพัฒนาอย่างก้าวกระโดด  การเน้นผลในระยะสั้น เทียบกับเป้าหมายระยะยาว  คุณภาพเทียบกับปริมาณ  การเจริญเติบโตเมื่อเทียบกับความอยู่รอด
  16. 16. 4. ฉันควรจะเป็นและอยู่ที่ไหนดี?  นักคณิตศาสตร์ นักดนตรี และพ่อครัว มักจะแสดงออกในขณะที่พวก เขามีอายุสี่หรือห้าปี  คนที่มีพรสวรรค์สูง ควรจะต้องตระหนักในช่วงต้นของชีวิตว่า พวก เขาควรเป็นหรือไม่ควรเป็นอะไร  การประสบความสาเร็จในอาชีพไม่ได้เกิดจากวางแผน  ผู้ประสบความสาเร็จในอาชีพ เกิดจากมีการพัฒนาเตรียมไว้ก่อนสาหรับ โอกาสที่จะมาถึง เพราะพวกเขารู้จุดแข็งของพวกเขา วิธีการของพวกเขาใน การทางาน และค่านิยมของพวกเขา  การรู้ตัวตนสามารถเปลี่ยนคนธรรมดา - ขยันและมีความสามารถ แต่อย่าง อื่นปานกลาง – ให้เป็นผู้ที่มีความโดดเด่น
  17. 17. 4. ฉันควรจะเป็นและอยู่ที่ไหนดี? (ต่อ)  ฉันควรเป็นหรือฉันไม่ควรเป็น ...  ฉันควรทางานในองค์กรขนาดใหญ่หรือองค์กรขนาดเล็ก?  "ใช่ฉันจะทาอย่างนั้น " (ในวิถีที่ฉันเป็น)  ถ้าฉันไม่ชอบการตัดสินใจ ฉันควรจะได้เรียนรู้ที่จะบอกว่าไม่ เมื่อ มีการมอบหมายให้เป็นผู้ตัดสินใจ  เมื่อฉันตอบคาถามสามข้อก่อนหน้านี้ แล้ว ทาให้ฉันสามารถและ ตัดสินใจในสิ่งที่ฉันเป็น
  18. 18. 5. สิ่งที่ฉันควรจะมีส่วนสนับสนุนคืออะไร?  ผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ ควรแสวงหาการมีส่วนสนับสนุนที่ เกี่ยวข้องกับ:  สถานการณ์ต้องการอะไร?  การมีจุดแข็ง วิธีการ และค่านิยมของฉัน สามารถสนับสนุนใน สิ่งที่ต้องทาอะไรบ้าง?  อะไรคือผลลัพธ์ที่ได้ที่สร้างความแตกต่าง จากการประสบ ความสาเร็จ?
  19. 19. 5. สิ่งที่ฉันควรจะมีส่วนสนับสนุนคืออะไร? (ต่อ)  ไม่ควรมองไกลไปข้างหน้าเกิน 18 เดือน ควรมีการวางแผนที่จะ -  ให้บรรลุผลลัพธ์ที่มีความหมายและสร้างความแตกต่าง  ยืดเป้าหมายที่มีความลาบากแต่สามารถทาให้สาเร็จได้  สามารถมองเห็นผลได้และสามารถวัดผลได้  กาหนดแนวทางของการกระทาว่า: จะทาอย่างไร ที่ใด วิธีการที่จะ เริ่มต้น สิ่งที่เป็นเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และกาหนดเวลาเส้นตาย
  20. 20. ความรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์  เจ้านายจะไม่ได้ขึ้นกับตาแหน่งในแผนภูมิหรือหน้าที่ - การปรับปรุง แล้วทาให้เจ้านายมีประสิทธิผล (effective) มากขึ้น เป็นความลับของ "การจัดการเจ้านาย"  ความสัมพันธ์ของการทางานขึ้นอยู่กับคนในการทางาน - เพื่อน ร่วมงานมีความเป็นมนุษย์และความเป็นบุคคลเช่นเดียวกับที่คุณมี  ความรับผิดชอบของการสื่อสาร เป็นวิธีการที่คุณดาเนินการ เพื่อลด ความขัดแย้งด้านบุคลิกภาพ  องค์กรเกิดจากการสร้างความไว้วางใจระหว่างบุคคล - ไม่จาเป็ นต้อง หมายความว่าพวกเขาชอบกัน - แต่อยู่ที่พวกเขามีความเข้าใจกัน และกัน
  21. 21. ช่วงครึ่งหลังของชีวิตของคุณ  การจัดการตนเอง นาไปสู่การเริ่มต้นอาชีพที่สอง:  เริ่มต้นหนึ่งใหม่ (ย้ายไปยังองค์กรอื่น)  พัฒนาอาชีพคู่ขนาน (ทาไปพร้อมกับงานปัจจุบัน)  ผู้ประกอบการทางสังคม (กิจกรรมไม่แสวงหาผลกาไร)  ผู้ที่จัดการช่วงครึ่งหลังชีวิตของพวกเขา อาจจะเป็นชนกลุ่มน้อย  ส่วนใหญ่มักจะอยู่จน เกษียณอายุ (retire on the job)
  22. 22. สรุป  ในยุคอุตสาหกรรมความรู้  การประสบความสาเร็จส่วนใหญ่ คือไม่ล้มเหลว  แรงงานที่มีความรู้ ยั่งยืนกว่าองค์กร  แรงงานที่มีความรู้ มักเคลื่อนที่ และไม่อดทน  จาเป็นที่จะต้องจัดการตนเอง เป็นการปฏิวัติกิจกรรมของมนุษย์  การจัดการตนเอง ต้องมีสิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประวัติการณ์ของบุคคล – ไปยังจุดที่คนงานที่มีความรู้แต่ละคน คิดและมีพฤติกรรม เช่นเดียวกับซีอีโอ (thinks and behaves like a CEO)
  23. 23. •What are my strengths? •How do I perform? •What are my values? •Where do I belong? •What should I contribute?
  24. 24.  " Success in the knowledge economy comes to those who know themselves- their strengths, their values, and how they best perform."  "Successful careers are not planned. They develop when people are prepared for opportunities because they know their strengths, their method of work, and their values."  "Taking responsibility for relationships is therefore an absolute necessity. It is a duty."
  25. 25. (1) use "feedback analysis" to discover and focus on your strengths. (2) determine how I best perform, as a reader or as a listener, determine how I learn, and determine if I work well under stress or want highly structured, predictable environments. (3) know what my values are, and align my organization with them. (4) build relationships, and communicate clearly, effectively, constantly within them, and (5) after 20 years, most high-performing people will seek out or start a 2nd career, and planning for it or developing it while in the 1st one is most successful.

×