Diese Präsentation wurde erfolgreich gemeldet.
Wir verwenden Ihre LinkedIn Profilangaben und Informationen zu Ihren Aktivitäten, um Anzeigen zu personalisieren und Ihnen relevantere Inhalte anzuzeigen. Sie können Ihre Anzeigeneinstellungen jederzeit ändern.

Somdej yarnasungvon

31 Aufrufe

Veröffentlicht am

คำสอนของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

Veröffentlicht in: Seele & Geist
  • Als Erste(r) kommentieren

  • Gehören Sie zu den Ersten, denen das gefällt!

Somdej yarnasungvon

  1. 1. แม้ไม่ต้องการมีความทุกข์ในภพชาติหน้า ก็ต้องทาใจให้ไม่มีความทุกข์เสียตั้งแต่ในภพชาติปัจจุบันนี้ ไม่ปรารถนาเป็นอะไร ไม่ปรารถนาเป็นอย่างไรในชาติหน้าก็ต้องทาใจ คือ ทาใจไม่ให้เกาะเกี่ยวอยู่กับอะไรนั้น กับอย่างนั้น ตั้งแต่ในปัจจุบันชาติ จึงจะสมปรารถนา ไม่เช่นนั้นก็จะสมปรารถนาไม่ได้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  2. 2. กิเลสไม่มีมือไม่มีเท้า ไม่อาจเข้ายึดใจผู้ใดได้ แต่มือเท้ามีในใจทั้งหลาย วิ่งไปกอดกิเลสร้ายอย่างโง่งง มือเท้าที่ใจมีคือความคิด ปรุงแต่งจิตให้โลภและโกรธหลง เพื่อปัญญาแจ่มใสให้มุ่งตรง อัญเชิญพระพุทธองค์ครองความคิด ไม่ให้คิดแต่งปรุงอย่างยุ่งยาก “พระพุทโธ” ถวายฝากกายและจิต “พระพุทโธ”ระลึกรู้อยู่เป็นนิตย์ เป็นพระพรชีวิตเหนือพรใด สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  3. 3. ไม่มีตัวเราของเราแล้ว ไม่มีความทุกข์ เพราะไม่ถูกกระทบ ไม่มีอะไรให้ถูกกระทบ เหมือนคนไม่มีมือ ก็ไม่เจ็บมือ คนไม่มีขา ก็ไม่เจ็บขา ดังนั้น การทาให้ไม่มีตัวเรา ของเราได้จึงวิเศษสุด แต่ก็ยากยิ่งนักสาหรับปุถุชนคนสามัญทั้งหลาย ฉะนั้นขอให้มีเพียงเราเล็กๆ มีเราน้อยๆ ก็ยังดี ดีกว่าจะมีเราใหญ่โตมโหฬาร มีของเราเต็มบ้านเต็มเมือง เมื่อปุถุชนไม่สามารถทาตัวเราให้หายไปได้ ยังหวงแหนห่วงใยตัวเราอยู่ ของเราจึงยังต้องมีอยู่ด้วย ของเราจะหมดไปก็ต่อเมื่อตัวเราหมดไปเสียก่อน นี้เป็นธรรมดา ถ้ายังมีตัวเราของเราอยู่ ยังต้องกระทบกระทั่งอยู่ ยังหวงแหนรักษาตัวเราของเราไว้ ก็ควรอย่างยิ่งที่จะหวงแหนรักษาให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องรับโทษทุกข์ของการมีตัวเราของเรามากเกินไปอย่างเดียว แต่มีโอกาสที่จะได้รับคุณรับประโยชน์บ้างจากการมีตัวเราของเรา นั่นก็คือต้องระวังรักษาปฏิบัติต่อตัวเราของเราให้ดี ให้เป็นตัวเราของเราที่ดี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  4. 4. นิพพานดูเหมือนจะเป็นสิ่งมืดมิด ลี้ลับ เข้าใจไม่ได้ และเป็นธรรมะสูงสุดเอื้อม แต่ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะธรรมะทั้งนั้นที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ล้วนประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือรู้ได้ มีเหตุที่อาจตรองตามได้ ปฏิบัติได้จริง และนิพพานก็เป็นธรรมะข้อหนึ่ง ที่ตรัสสอนไว้ จึงเป็นธรรมะที่รู้ได้ มีเหตุที่อาจตรองตามได้ และปฏิบัติให้บรรลุได สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  5. 5. ทาความดีด้วยใจว่างจากกิเลส ทาความดีอย่างสบายๆ อย่างมีอุเบกขา คือ ทาใจเป็นกลางวางเฉย ไม่หวังผลอะไรทั้งสิ้น การตั้งความหวังในผลของการทาดี... เป็นธรรมดาของสามัญชนทั่วไป ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ก็จะถูกต้องกว่า หากจะไม่ตั้งความหวังเลย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  6. 6. “ความสันโดษ” นี้ มีคนเข้าใจผิดกันมาก หาว่าเป็นธรรมที่ทาให้ขาดความกระตือรือร้น จึงเป็นเครื่องฉุดรั้งความเจริญ... ความสันโดษนั้น ท่านสอนให้ใช้กับผลที่ได้ คือในความยินดีพอใจในผลที่ได้ แต่ว่าในการประกอบเหตุนั้น ท่านสอนไม่ให้ใช้ สันโดษ ท่านสอนให้ใช้ “วิริยะ” คือความพากเพียรพยายาม คนเราขาดสันโดษ คือความพอใจในผลที่ได้ แต่มักจะไปสันโดษในเหตุ คือไม่อยากทาเหตุ จึงทาให้เกิดการลักขโมย หรือเกิดการแสวงหาในทางที่ผิด... สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  7. 7. ความมีปัญญา ย่อมเกิดแต่การปฏิบัติอบรมจิตให้สงบ จิตสงบเพียงไร ปัญญาย่อมยิ่งเพียงนั้น และเมื่อจิตวุ่นวายเพียงไร ปัญญาย่อมหย่อนเพียงนั้น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  8. 8. พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนให้มี อินทรียสังวร คือความสารวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมนะคือใจ โดยที่เมื่อเห็นอะไร ได้ยินอะไร เป็นต้น ก็ไม่ยึดถือสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ... เพราะเมื่อยึดถือ ความยินดียินร้าย ...บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมไหลเข้าสู่ใจ หรือสู่จิต ต่อเมื่อมีความสารวมอยู่ ไม่ยึดถือสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน เป็นต้น... ก็ย่อมตกอยู่แค่ตา แค่หู ในภายนอกเท่านั้น ไม่ไหลเข้าสู่จิตใจ และความสารวมนี้ก็คือ ตัวสติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  9. 9. .การให้ธรรมทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ “อภัยทาน” แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทานก็คือ “การไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู” ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน เพราะเป็นการบาเพ็ญเพียรเพื่อ “ละโทสะกิเลส” และเป็นการเจริญ “เมตตาพรหมวิหารธรรม” สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  10. 10. ไม่ว่าจะเผชิญกับความยากลาบากอย่างใด ให้มั่นใจว่า การทาให้ความลาบากนั้นคลี่คลาย จะต้องกระทาเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นเท่านั้น ใจที่เร่าร้อน ไม่อาจนึกคิดให้ปลอดโปร่งได้ ใจที่เร่าร้อน ไม่อาจช่วยให้ร้ายกลายเป็นดีได้... สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  11. 11. ในบรรดาความไม่ประมาททั้งหลาย ความไม่ประมาทในความคิด เป็นสิ่งที่สาคัญที่สุด เป็นต้นสายของความไม่ประมาททั้งปวง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  12. 12. ความเมตตาตนเอง อย่างถูกต้อง มีความสาคัญมิได้น้อยกว่า ความเมตตาทั้งหลายอื่น ความเมตตาตนเอง คือ ความระวังรักษาจิตของตน ให้มีความสุขสงบ ความผ่องใส ไกลจากความทุกข์ร้อน อันเกิดจากอานาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง... สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  13. 13. การสวดมนต์ การฟังสวดมนต์ การพิจารณาธรรมที่มีอยู่ในบทสวดมนต์ ในขณะที่ฟัง ในขณะที่สวด ก็เป็นการทาใจให้สงบ และทาให้ได้ปัญญา ก็เป็นการทากรรมฐานอย่างหนึ่ง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  14. 14. อย่าตั้งความปรารถนาต้องการในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้ต้องเป็นทุกข์ดิ้นรนแสวงหาเลย.. แต่จงทาเหตุที่ควรแก่ผล แล้วจะได้รับผลนั้นเอง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  15. 15. ได้รับผลดีของกรรมดี คือได้ประสบโลกธรรมฝ่ายดีเมื่อไร เมื่อนั้นให้คิดถึงไตรลักษณ์ทันที จะได้รับผลดีของกรรมดี ที่ดียิ่งกว่าผลดีทั้งนั้น การคิดถึงไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวน เปลี่ยนแปลง และไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการ คือ การทาความดีทางใจ เป็นมโนกรรมที่ดี จึงย่อม ได้รับผลเป็นความดีตรงตามเหตุที่ได้กระทา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  16. 16. คนที่ไม่ยอมให้อภัยคือ คนที่กอดหมาเน่าไว้ แล้วคร่าครวญว่าเหม็นเหลือเกินๆๆๆน่าสมเพช น่าสมน้าหน้า การให้อภัย จึงเป็นการล้างใจขั้นสูง...ที่น่าปฏิบัติอย่างยิ่ง... สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  17. 17. ผู้ที่ปฏิบัติตามธรรมะของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้จักแบ่งเบาที่จะให้ทุกข์ขัางนอกก็เป็นทุกข์ข้างนอก ไม่ให้มาบรรทุกไว้ในจิตใจ แบ่งเบาออกไปเสียจากจิตใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตใจจึงจะมีความสุข แม้จะอยู่ในท่ามกลางความทุกข์ภายนอก และเมื่อจิตใจมีความสุข ก็สามารถที่จะมีสติปัญญา แก้ความทุกข์ข้างนอกได้ตามที่สามารถจะแก้ได้ แต่ถ้าจิตใจรับเอาความทุกข์ข้างนอกมาไว้เสียเต็มที่แล้ว ก็เป็นอันหมดหนทางที่จะแก้ไข สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  18. 18. ก า ร ทา จิ ต ใ จ ข อ ง ต น ใ ห้ มั่ น ค ง เป็นการสร้างความดีให้แก่จิตใจ เ ป็ น ตั ว ค ว า ม ดี ที่ เ ป็ น แ ก่ น แ ท้ ของความดีทั้งปวง ซึ่ ง จ ะ ป้ อ ง กั น ค ว า ม ทุ ก ข์ ไม่ให้มากระทบใจได้ทุกอย่าง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  19. 19. การหัดนึก "ย้อนหลัง" หัดนึก "ก่อนทา" หัดนึก"ก่อนโกรธ" หัดให้มีความ "รู้ตัว“ หัดให้มีความ "ยับยั้ง" การหัดอยู่เสมอ"สติ"จักเกิดมีทวีเป็นลาดับ จนถึงเป็น "สติรอบคอบ" ถ้าไม่หัด ทาจะให้มีสติขึ้นเองนั้น เป็นการยาก เหมือนอย่างเมื่อประสงค์ให้ร่างกายมีพลานามัยดี ก็ต้องทาการบริหารให้ควรกัน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  20. 20. โดยมาก อุปสรรคต่างๆ เป็นเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยไม่มีสาระ แต่มักจะรับเข้ายึดถือเป็นอารมณ์กวนใจ ให้เดือดร้อนไปเอง จนถึงให้ทอดทิ้งความดี ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่เป็นความฉลาด แต่เป็นความเขลาของเราเอง และทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นผู้แพ้ ส่วนการชนะนั้น ก็มิได้ประสงค์ให้ชนะในทางก่อเวร แต่มุ่งให้เอาชนะตนเอง คือชนะจิตใจที่ใฝ่ชั่วของตน และเอาชนะเหตุการณ์แวดล้อมที่มาเป็นอุปสรรคแห่งความดี เพื่อที่จะรักษา และเพิ่มพูนความดีของตนให้ดียิ่งๆ ขึ้น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

×