Anzeige
กล่าวโทษแพทยสภา ม.157
กล่าวโทษแพทยสภา ม.157
กล่าวโทษแพทยสภา ม.157
กล่าวโทษแพทยสภา ม.157
Anzeige
กล่าวโทษแพทยสภา ม.157
Nächste SlideShare
ฟ้องแพทยสภาเพิกถอนมติกรณีนางไข ดำรงกิจถาวรฟ้องแพทยสภาเพิกถอนมติกรณีนางไข ดำรงกิจถาวร
Wird geladen in ... 3
1 von 5
Anzeige

Más contenido relacionado

Presentaciones para ti(20)

Destacado(20)

Anzeige
Anzeige

กล่าวโทษแพทยสภา ม.157

  1. บ้านเลขที่ xxxx หมู่ xx ตาบล xxxxx อาเภอ xxxx จังหวัดนครปฐม ๗๓๐๐๐ วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เรื่อง ขอร้องทุกข์กล่าวโทษคณะกรรมการแพทยสภา ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เรียน พนักงานสอบสวน สิ่งที่ส่งมาด้วย พยานเอกสารจานวน ๑๐ ฉบับ ข้าพเจ้า นายไพรัช ดารงกิจถาวร เกิดวันที่ xxx กันยายน พ.ศ. xxx อยู่บ้านเลขที่ xxxx หมู่ xx ตาบลxxxx อาเภอ xxxx จังหวัดนครปฐม รหัสไปรษณีย์ ๗๓๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๘ – xxxxxxxx อาชีพ พนักงานมหาวิทยาลัย ตาแหน่ง อาจารย์ สังกัด มหาวิทยาลัยxxxxxxx ขอกล่าวหา คณะกรรมการแพทยสภา ตั้งอยู่ที่ สานักงานเลขาธิการแพทยสภา อาคาร ๖ ชั้น ๗ ตึกสานักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี ๑๑๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ – ๕๙๐๑๘๘๖ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นางไข ดารงกิจถาวร อายุ ๕๘ ปี มารดาข้าพเจ้า เกิดอุบัติเหตุล้มก้นกระแทกพื้นปูนและถูกนาตัวส่งโรงพยาบาลxxxxxx จังหวัดนครปฐม แพทย์ตรวจและ วินิจฉัยว่านางไขกระดูกข้อสะโพกหัก วันที่ ๑๖ สิงหาคม เวลา ๒๐.๐๐ น. แพทย์โรงพยาบาลxxxxxxxxx ได้ทาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแก่นางไขและระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง (บล็อกหลัง) จนเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. นางไขถูกย้ายกลับมาที่ห้องพักผู้ป่วยในสภาพหลับ ต่อมาเวลาประมาณ ๖.๐๐ น. ของวันที่ ๑๗ สิงหาคม ญาติที่นอนเฝ้าไข้นางไขตื่นขึ้นมาพบว่านางไขนอนมีน้าลายฟูมปากอยู่บนเตียงจึง รีบแจ้งพยาบาลประจาวอร์ด พยาบาลทาการปฐมพยาบาลและรีบนาตัวนางไขไปยังหอผู้ป่วยหนักของ โรงพยาบาลxxxxxxx แพทย์ตรวจและให้ความเห็นว่านางไขมีภาวะสมองขาดเลือดมากและบวม ต้องทาการ ผ่าตัดเพื่อเปิดกะโหลกศีรษะ แต่มีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ ๘๐ – ๙๐ แม้หากรอดชีวิตก็จะทุพลภาพตลอดชีวิต หรือเลือกรักษาไปตามอาการซึ่งผู้ป่วยจะเสียชีวิต จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็แล้วแต่อายุขัยของผู้ป่วย วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ญาตินางไขทุกคนจึงตัดสินใจเลือกรักษาไปตามอาการและขอย้ายไปรักษาตัวต่อตาม สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่นางไขมีอยู่ที่โรงพยาบาลนครปฐม นางไขนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนครปฐม ตลอดมา จนกระทั่งวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลากลางคืน นางไขก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาลนครปฐม แห่งนี้
  2. วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นายสมศักดิ์ ดารงกิจถาวร บุตรนางไขและน้องชาย ข้าพเจ้าเป็นตัวแทนญาติไปร้องเรียนต่อกระทรวงสาธารณสุข ต่อมากระทรวงสาธารณสุขโดยสานัก สถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ได้เป็นตัวแทนทาหนังสือร้องเรียนไปยังแพทยสภาเพื่อให้ดาเนินการ พิจารณาเป็นคดีทางจริยธรรม ซึ่งแพทยสภาได้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นหมายเลขคดีดาที่ ๕๒/๒๕๕๓ โดยมี คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่ ๒ ของแพทยสภา เป็นคณะทางานแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อมีความเห็นว่าแพทย์ที่ถูกร้องเรียนนั้นมีมูลความผิดจริยธรรมหรือไม่อย่างไรเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ แพทยสภามีมติ ในการนี้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้มีหนังสือถามความเห็นไปยังราชวิทยาลัยแพทย์ ๓ แห่ง ได้แก่ ราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย , ราชวิทยาลัยแพทย์ออโธปิดิกส์แห่งประเทศไทย , ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เมื่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ทาการแสวงหาข้อเท็จจริง เพียงพอที่จะพิจารณาแล้ว จึงได้มีมติผลการพิจารณาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการแพทยสภา ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๑ หน้าที่ ๑๓ วรรคท้าย ความว่า “โดยสรุป คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่สอง มีความเห็นว่ากระบวนการ ให้การดูแลหลังผ่าตัดในปัญหาความดันโลหิตในผู้ป่วยรายนี้ของผู้ถูกร้องเรียนที่ ๑ ผู้ถูกร้องเรียนที่ ๒ และผู้ ถูกร้องเรียนที่ ๓ มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ายังไม่เหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวช กรรมในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ ภายใต้ความสามารถและข้อจากัด ตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ ที่มีอยู่ จึงสมควรนาเข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยยังไม่ถือว่าผู้ถูกร้องเรียนมีความผิดด้านจริยธรรม จึงมีมติ คดีมีมูล” ต่อมาคณะกรรมการแพทยสภาได้นาความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ เข้ามาพิจารณา ในที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ในที่ประชุมมีการรายงานความเห็น ของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีความเห็นแย้งคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ และเห็นว่าควรส่งเรื่องคืน คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ให้พิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ที่ประชุมแพทยสภาจึง พิจารณามีมติ ส่งเรื่องคืนคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ชุดที่สอง ให้แสวงหาความเห็นเพิ่มเติม โดยให้พิจารณา ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ในกรณีนี้ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๒ วรรคท้าย เมื่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ชุดที่สอง ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการแพทยสภากลับมา พิจารณาอีกครั้ง คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้พิจารณาประเด็นความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ตามมติคณะกรรมการแพทยสภาแล้ว จึงมีมติผลการพิจารณาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการแพทยสภา ลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยเป็นเอกฉันท์ให้ยืนยันตามมติเดิมว่า “คดีมีมูล” รายละเอียดปรากฏตาม เอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๓ หน้า ๑๔ วรรคท้าย ต่อมาคณะกรรมการแพทยสภานาความเห็นของ คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ที่มีมติ คดีมีมูล เข้าสู่การพิจารณาในวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ และมีมติ คณะกรรมการแพทยสภาต่อกรณีร้องเรียนนี้ว่า คดีไม่มีมูล รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๔ หน้า ๓๘ วรรคท้าย ต่อมาแพทยสภาได้มีคาสั่งตามมาตรา ๓๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ลงวันที่ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ว่าคดีไม่มีมูลและยกข้อกล่าวโทษ
  3. แพทย์ผู้ถูกร้องเรียนทั้งสามคน รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๕ หน้า ๑๓ วรรค ท้าย คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ดาเนินกระบวนการเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงทางการแพทย์ใน ประเด็นที่อาจจะเป็นต้นเหตุในความเสียหายของผู้ป่วยตามข้อร้องเรียนอย่างละเอียดครบถ้วน โดยเฉพาะ ความเสียหายที่ผู้ป่วยสมองขาดเลือดภายหลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว จึงเป็นกรณีที่น่าจะเกี่ยวเนื่องจากการ ดูแลผู้ป่วยภายหลังผ่าตัด ซึ่งจะอยู่ในขอบข่ายการพิจารณาทางการแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ การที่ คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ให้น้าหนักการฟังความเห็นจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ นามาเป็นข้อสาคัญเพื่อวินิจฉัยชี้ว่า คดีมีมูล นั้นก็ควรจะเหมาะสมแล้ว ทั้งแพทยสภายังมีมติให้ คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ไปพิจารณาใหม่อีกครั้ง แต่ด้วยข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่อยู่ในสานวนของ คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ มีน้าหนักมากจนไม่สามารถชี้ไปเป็นอย่างอื่นได้ จึงทาให้คณะอนุกรรมการ จริยธรรมฯ มีมติยืนยันตามมติเดิม การที่แพทยสภามีมติไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะอนุกรรมการ จริยธรรมฯ ที่ได้ทาการพิจารณาทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จนคณะกรรมการแพทยสภามีมติว่าแพทย์ผู้ ถูกร้องเรียนทั้งสามคนปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานแล้วจนแพทยสภามีคาสั่ง คดีไม่มีมูล จึงไม่ถูกต้องตาม กระบวนวิธีพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ร้องเรียนกับผู้ถูกร้องเรียนในคดีจริยธรรม ทั้งยังให้ความเห็นในข้อ วินิจฉัยทางวิชาการประกอบการยกข้อกล่าวโทษที่เป็นเท็จด้วยเจตนา ดังขอยกประเด็นดังนี้ ๑. คาสั่งแพทยสภา หน้า ๑๒ บรรทัดที่ ๕ จากท้าย ความว่า “จากความเห็นของ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นว่า การให้ Nifedipine (๑๐ มิลกรัม) ใต้ลิ้น น่าจะ เป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็วของความดันโลหิต อาจเป็นเหตุให้สมองขาดเลือดได้ คณะกรรมการ แพทยสภามีความเห็นว่ายังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยืนยันในประเด็นดังกล่าว” ข้าพเจ้าขอให้การต่อพนักงาน สอบสวนว่า ยาลดความดันโลหิต ชื่อ Nifedipine เป็นยาที่คณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี ๒๕๔๗ ได้ มีข้อความเตือนว่าไม่ควรใช้ในการลดความดันโลหิตสูง ดังเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๖ หน้า ๖ ข้อ ๒.๖.๒ และเป็นยาที่ไม่สมเหตุผลในการรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๗ หน้า ข – ๑๒ ข้อ ๓.๑ นอกจากนั้นสานักงานประสานการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติได้ทาเอกสารทางวิชาการเรื่อง หลักเกณฑ์และหลักฐานเชิงประจักษ์ในการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ไว้ด้วย โดยมีข้อมูลทาง วิชาการที่เกี่ยวข้องกับยาลดความดันโลหิต ชื่อ Nifedipine ไว้ในหน้า ๕-๘ ข้อ ๗.๒ การคัด nifedepine immediate release cap ออกจากบัญชี ปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๘ เอกสารดังกล่าวนี้มี ข้อสรุปท้ายว่า “คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาคัดยา nifedepine immediate release ออกจากบัญชียา หลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของยา ตลอดจนการใช้ยาอย่างผิดวิธี และในเนื้อหา ของบัญชีก็ได้แสดงคาเตือนไว้ในกรอบของหัวข้อของยากลุ่มนี้ว่า ยากลุ่มนี้ชนิดที่เป็น shot-acting dihydropyridine (เช่น nifedepine immediate release) ไม่เหมาะสมในการใช้รักษา hypertension ,
  4. hypertensive crisis และ angina pectoris เนื่องจากมียาอื่นที่ปลอดภัยกว่า” จากเอกสารย่อมชัดเจนว่า มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิชาการอย่างเพียงพอที่แพทย์จะต้องพิจารณาหลีกเลี่ยงในการใช้ยา Nifedipine เพื่อลดความดันโลหิต ไม่ได้ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ดังที่คณะกรรมการแพทยสภาจงใจวินิจฉัยเท็จ ๒. คาสั่งแพทยสภา หน้า ๑๒ บรรทัดที่สองจากท้าย ความว่า “ทั้งกลไกการออก ฤทธิ์ของยาทาให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก ซึ่งมีผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ มากขึ้น และ ยา Nifedipine ยังมีข้อบ่งชี้สาหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงหลังผ่าตัดในกรณีนี้ได้” ข้าพเจ้าขอให้การต่อ พนักงานสอบสวนว่า ยา Nifedipine มีกลไกการออกฤทธิ์ทาให้เกิดการขยายหลอดเลือดแดงขนาดเล็กจริงตาม ข้อวินิจฉัยของแพทยสภา และเป็นปกติเมื่อหลอดเลือดขยายตัวเพิ่มขึ้น เซลสมองที่ได้รับเลือดมาเลี้ยงบริเวณ นั้นๆ ก็ควรได้รับเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น ไม่ควรขาดเลือด แต่ถ้าพิจารณาจากความเห็นจากราชวิทยาลัยอายุร แพทย์แห่งประเทศไทย เอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๙ แผ่นที่ ๕ บรรทัดที่ ๓ ความว่า “ความเห็น : การให้ Nifedipine (๑๐ มิลลิกรัม) ใต้ลิ้น (sublingual) น่าจะเป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็วของ ความดันโลหิตมากถึง ๑๐๐ มิลลิเมตรปรอท systolic ในเวลา ๑ ชั่วโมงหลังได้รับยา อันอาจเป็นเหตุให้ผู้ป่วย รายนี้เกิด Cerebral infarction ขนาดใหญ่ได้ ซึ่งผู้ป่วยอาจมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองที่ไปเลี้ยงบริเวณนั้นอยู่ ก่อนแล้ว ยา Nifedipine sublingual form ในปัจจุบันจึงไม่ปรากฏเป็นยาที่ไม่ควรใช้ในการลดความดัน โลหิต ในแนวทางเวชปฏิบัติต่างๆ ของการรักษาความดันโลหิตสูง” การที่ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่ง ประเทศไทยให้ความเห็นว่าผู้ป่วยอาจมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองที่ไปเลี้ยงบริเวณนั้นอยู่ก่อนแล้วนั้น ผู้ฟ้องคดี เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ป่วยมีอายุมาก สภาพหลอดเลือดมักจะมีการสะสมของไขมันและสารอื่นๆ บริเวณผนังหลอดเลือด เมื่อนานๆเข้าก็จะทาให้ผนังหลอดเลือดหนาแข็งขึ้นจนเป็นตะกรัน เมื่อได้รับยาขยาย หลอดเลือด Nifedipine หลอดเลือดที่มีความยืดหยุ่นดีก็จะขยายตามฤทธิ์ของยา แต่บริเวณที่หลอดเลือดที่ หนาและแข็งนั้นจะไม่ขยายตัวตามฤทธิ์ยา จึงทาให้เลือดไปกองอยู่บริเวณที่หลอดเลือดขยายตัวดีนั้นมากและ ทาให้บริเวณหลอดเลือดที่หนาแข็งนั้นขาดเลือดเพิ่มขึ้น จึงทาให้เซลสมองบริเวณนั้นยิ่งขาดเลือดมากขึ้น ซึ่ง ลักษณะการขาดเลือดนี้มีบทความทางวิชาการของนายแพทย์รังสรรค์ ชัยเสวิกุล ได้เขียนไว้ในสารศิริราช ตรงกัน ปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๑๐ พร้อมคาแปล ๓. คาสั่งแพทยสภา หน้า ๑๒ บรรทัดสุดท้าย ความว่า “และยา Nifedipine ยัง มีข้อบ่งชี้สาหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงหลังผ่าตัดในกรณีนี้ได้” ข้าพเจ้าขอให้การว่าในความเห็นของ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยก็ยังมีความเห็นประเด็นนี้ในแผ่นที่ ๕ บรรทัดที่ ๘ ความว่า “Nifedipine sublingual form ในปัจจุบันจึงปรากฏเป็นยาที่ไม่ควรใช้ในการลดความดันโลหิต ในแนวทาง เวชปฏิบัติต่างๆ ของการรักษาความดันโลหิตสูง”
  5. จากข้อเท็จจริงที่ข้าพเจ้าได้ยกขึ้นมากล่าวโทษคณะกรรมการแพทยสภาทั้งปวงนี้ ย่อมแสดง ให้เห็นถึงเจตนาของคณะกรรมการแพทยสภาอย่างชัดเจนว่ามีความจงใจที่จะพิจารณาวินิจฉัยไม่อยู่ในกรอบ ของกฎหมายที่ต้องให้ความเป็นธรรมต่อคู่กรณี จงใจปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต จนทาให้เกิดความเสียหายต่อคู่กรณีโดยไม่ยากรงต่อกฎหมายอาญา ข้าพเจ้าจึงขอให้พนักงานสอบสวนเรียก คณะกรรมการแพทยสภาผู้กระทาความผิดมาให้การ แจ้งข้อกล่าวหา และดาเนินการใดๆ ตามกรอบของ กฎหมายต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดาเนินการ (นายไพรัช ดารงกิจถาวร) ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ
Anzeige