Diese Präsentation wurde erfolgreich gemeldet.
Wir verwenden Ihre LinkedIn Profilangaben und Informationen zu Ihren Aktivitäten, um Anzeigen zu personalisieren und Ihnen relevantere Inhalte anzuzeigen. Sie können Ihre Anzeigeneinstellungen jederzeit ändern.

งานนำเสนอ อเมริกาใต้

34.679 Aufrufe

Veröffentlicht am

ข้อมูลของทวีปอเมริกาใต้

Veröffentlicht in: Seele & Geist
  • Check the source ⇒ www.HelpWriting.net ⇐ This site is really helped me out gave me relief from headaches. Good luck!
       Antworten 
    Sind Sie sicher, dass Sie …  Ja  Nein
    Ihre Nachricht erscheint hier
  • Sex in your area is here: ❤❤❤ http://bit.ly/2u6xbL5 ❤❤❤
       Antworten 
    Sind Sie sicher, dass Sie …  Ja  Nein
    Ihre Nachricht erscheint hier
  • Dating for everyone is here: ❶❶❶ http://bit.ly/2u6xbL5 ❶❶❶
       Antworten 
    Sind Sie sicher, dass Sie …  Ja  Nein
    Ihre Nachricht erscheint hier

งานนำเสนอ อเมริกาใต้

  1. 1. <ul><li>ระบบธรรมชาติ  ประชากร   และวัฒนธรรม </li></ul><ul><li>ทวีปอเมริกาใต้  เป็นดินแดนที่ต่อเนื่องมาจากทวีปอเมริกาเหนือ   ถึงแม้จะเป็นทวีปที่รู้จักกันดีมานานแล้วก็ตาม   แต่ก็ยังเป็นทวีปที่มีการบุกเบิกพัฒนาค่อนข้างน้อย   ทั้งนี้เพราะสภาพภูมิประเทศไม่เหมาะสม  อยู่ห่างไกลจากทวีปอื่น   มีจำนวนประชากรน้อย  ประกอบกับเสถียรภาพทางการเมืองก็ไม่ใคร่จะมั่นคงนัก   จึงส่งผลทำให้การลงทุนพัฒนาทวีปด้านต่าง ๆ กระทำได้ในขอบเขตที่จำกัด   แต่นับเป็นทวีปที่มีโอกาสจะได้รับการพัฒนาได้มากกว่าทวีปแอฟริกา </li></ul><ul><li>           ลักษณะของทวีปอเมริกาใต้จะมีพื้นที่กว้างใหญ่ทางตอนบนแล้วค่อย ๆ เรียวแคบลงมาทางตอนใต้  มีพื้นที่ประมาณ  18 ล้านตารางกิโลเมตร   มีจำนวนประชากรประมาณ   332   ล้านคน  ประกอบด้วยประเทศต่าง ๆ 15   ประเทศ โดยมีบราซิลเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด ส่วนประเทศตรินิแดดและโตเบโกมีขนาดเล็กที่สุด เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปตั้งอยู่ในเขตร้อน ดังนั้น สภาพการดำรงชีวิตของประชากรในทวีปนี้   จึงมีลักษณะร่วมบางอย่างคล้ายคลึงกันกับคนไทยด้วย </li></ul>
  2. 2. <ul><li>ที่ตั้งและอาณาเขตการติดต่อ </li></ul><ul><li>ทวีปอเมริกาใต้ ตั้งอยู่ในเขตซีกโลกใต้  คือ   อยู่ระหว่างละติจูด   14 องศาเหนือ  ถึง   55   องศาใต้  และระหว่างลองจิจูด   34   องศาตะวันตก  ถึง   117   องศาตะวันตก โดยมีจุดเหนือสุดอยู่ที่แหลมปุนตากัลลิยาส   ประเทศโคลัมเบีย  และจุดใต้สุดอยู่ที่แหลมฮอร์น  ประเทศชิลี </li></ul>
  3. 3. <ul><li>อาณาเขตติดต่อของทวีปอเมริกาใต้   มีดังต่อไปนี้ </li></ul><ul><li>ทิศเหนือ   ติดกับอเมริกากลาง   และทะเลแคริบเบียน ทิศตะวันออก   ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศใต้   ติดกับช่องผ่านเดรก   ในทวีปแอนตาร์กติกา ทิศตะวันตก   ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก </li></ul><ul><li>ขนาด </li></ul><ul><li>เนื้อที่ของทวีปอเมริกาใต้มีขนาด   17.8 ล้านตารางกิโลเมตร นับเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก </li></ul>
  4. 4. ตารางแสดงข้อมูลพื้นฐาน  ของทวีปอเมริกาใต้  พ . ศ . 2547 184,101,109 6,191,368 3,399,237 39,144,753 8,511,965 406,750 176,220 2,766,890 บราซิเลีย อะซุนซิโอน มอนเตวิเดโอ บัวโนสไอเรส 9. สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล 10. สาธารณรัฐปารากวัย 11. สาธารณรัฐอุรุกวัย 12. สาธารณรัฐอาร์เจนตินา กลุ่มมิดละติจูด 13,212,742 27,544,305 8,724,156 15,823,957 283,560 1,285,220 1,098,580 756,950 กีโต ลิมา ลาปาซ ซานดิเอโก 5. สาธารณรัฐเอกวาดอร์ 6. สาธารณรัฐเปรู 7. สาธารณรัฐโบลิเวีย 8. สาธารณรัฐชิลี กลุ่มเวสต์อินดีส 42,310,775 25,017,387  705,803 436,935 1,138,910 912,050 214,970 163,270 โบโกตา คารากัส จอร์จทาวน์ ปารามาริโบ 1. สาธารณรัฐโคลัมเบีย 2. สาธารณรัฐเวเนซุเอลา 3. สาธารณรัฐสหกรณ์กายอานา 4. สาธารณรัฐซุรินาเม กลุ่มแคริบเบียน ประชากร ( คน ) เนื้อที่ ( ตร . กม .) เมืองหลวง ภูมิภาค / ประเทศ
  5. 5. <ul><li>ลักษณะภูมิประเทศ </li></ul><ul><li>           ทวีปอเมริกาใต้  แยกพิจารณาได้เป็น   3 เขตใหญ่ ๆ   ดังนี้ </li></ul><ul><li>เขตเทือกเขาภาคตะวันตก   ได้แก่เทือกเขาแอนดีส   ซึ่งเป็นเทือกเขาสูงหินใหม่ที่สูงตระหง่านของทวีปอเมริกาใต้   เช่นเดียวกับเทือกเขายุคหินใหม่อื่น ๆ ของ โลก    ที่สำคัญได้แก่   - เทือกเขาแอนดีส   ในด้านตะวันตกของทวีป  ยาวต่อเนื่องไปจนถึงแหลมฮอร์น   รวมความยาวประมาณ 6,440 กิโลเมตร </li></ul><ul><li>- ยอดเขาสูงที่สุดในทวีป คือ ยอดเขาอะคองคากัว ( สูง 6,960 เมตร ) ในเขตประเทศอาร์เจนตินา - แม่น้ำยูคอน โคลัมเบีย โคโลราโด     และ แม่น้ำริโอ กรองด์ </li></ul>
  6. 6. <ul><li>เขตที่สูงภาคตะวันออก   ประกอบด้วย   </li></ul><ul><li> - ที่สูงบราซิล อยู่ทางด้านตะวันออกของประเทศบราซิล อยู่ระหว่างแม่น้ำแอมะซอนและลุ่มแม่น้ำปารานาและปารากวัย พื้นที่ส่วนใหญ่ปกลุ่มด้วยทุ่งหญ้าเมืองร้อนเรียนกว่า &quot; ทุ่งหญ้าแคมโปส &quot; - ที่สูงกิอานา อยู่ในเขตประเทศเวเนซุเอลาและประเทศกายอานาจะมีทุ่งหญ้าในเขตร้อยขึ้นอยู่ทั่วไป   เรียกว่า &quot; ทุ่งหญ้ายาโนส &quot; </li></ul><ul><li>  - ที่ราบสูงปาตาโกเนีย อยู่ทางใต้ของประเทศอาร์เจนตินา เป็นเขตอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง พื้นที่ค่อนข้างราบเรียบ </li></ul>
  7. 7. <ul><li>เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ   อยู่บริเวณตอนกลางของทวีป เป็นที่ราบดินตะกอนกว้างขวาง   ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาแอนดีส  กับเขตที่ราบสูงภาคตะวันออก   มีที่ราบลุ่มแม่น้ำสำคัญ   3 แห่ง ดังนี้      </li></ul><ul><li>- ที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอน เป็นแม่น้ำที่กว้างขวางที่สุดในโลก ประกอบด้วยแม่น้ำน้อยใหญ่หลายสาย ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าดงดิบที่มีฝนตกชุกในเขตประเทศบราซิล             </li></ul><ul><li>- ที่ราบลุ่มแม่น้ำโอริโนโค เป็นแม่น้ำที่ไม่ห่างจากแม่น้ำแอมะซอนนัก ไหลผ่านประเทศเวเนซุเอลา ลงสู่ทะเลแคริบเบียนทางเหนือ         </li></ul><ul><li>   -  ที่ราบลุ่มแม่น้ำลาพลาตา เป็นแม่น้ำที่ประกอบด้วยสาขาที่ไหลมาจากบราซิลทางเหนือ คือ แม่น้ำปารากวัย แม่น้ำปารานา แม้แม่น้ำจะไหลรวมกันแล้วยังเรียนกว่าแม่น้ำปารานาอีก   แต่เมื่อไหลมาถึงปากน้ำและลงสู่มหาสมุทรแอนแลนติก จะมาบรรจบกับแม่น้ำอุรุกวัย จึงมีชื่อเรียนว่า &quot; แม่น้ำลาพลาตา &quot; </li></ul>
  8. 8. <ul><li>ลักษณะภูมิอากาศ </li></ul><ul><li>           ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อสภาพลมฟ้าอากาศของทวีปอเมริกาใต้   คือ  ทำเลที่ตั้ง  ทิศทางลมประจำ  ลักษณะภูมิประเทศ  และกระแสน้ำ   ซึ่งสามารถจำแนกเขตภูมิอากาศได้เป็น   9 เขตดังนี้ </li></ul><ul><li>1. ภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น   </li></ul><ul><li>มีอากาศร้อน  อุณหภูมิสูงและฝนตกชุกตลอดปี  โดยเป็นฝนที่เกิดจากการพัดพาความร้อน   อุณหภูมิเฉลี่ย   27   องศาเซลเซียส ปริมาณฝนประมาณ 2,000 มิลลิเมตรต่อปี   - พืชพรรณธรรมชาติ มีลักษณะเป็นป่าดิบเมืองร้อนและป่าดิบศูนย์สูตรที่เรียกว่า &quot; เซลวัส &quot; ประกอบด้วยไม้ขนาดใหญ่ปะปนกันอย่างหนาทึบ  ต้นไม้พวกปาล์มขนาดใหญ่   ต้นไผ่ที่ขึ้นอยู่หนาแน่น  และพวกไม้เลื้อย  เช่น  เถาวัลย์   เฟิร์นขึ้นปะปนอยู่เบื้องล่าง  ไม้ขนาดใหญ่ ได้แก่  มะฮอกกานี   ควินิน - บริเวณที่มีภูมิอากาศประเภทนี้ บริเวณลุ่มแม่น้ำแอมะซอน   เป็นบริเวณอากาศแบบป่าดิบชื้นกว้างใหญ่ที่สุดในโลก </li></ul>
  9. 9. <ul><li>  </li></ul><ul><li>2. ภูมิอากาศแบบททุ่งหญ้าสะวันนา   </li></ul><ul><li>มี ฤดูแล้งสลับให้เห็นเด่นชัดอยู่บ้าง  ฝนส่วนใหญ่ตกในฤดูร้อน   มีลักษณะคล้ายอากาศส่วนใหญ่ในภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย   อุณหภูมิของอากาศทั่วไปยังอยู่ในเกณฑ์สูง  คือ  ประมาณ   27   องศาเซลเซียส    </li></ul><ul><li>- พืชพรรณธรรมชาติ เป็นลักษณะป่ากึ่งผลัดใบสลับกับทุ่งหญ้ากว้างขวางมาก   ลักษณะเหมือนทุ่งหญ้าสะวันนาในแอฟริกา   ซึ่งทุ่งหญ้านี้จะอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรเรียกว่า &quot; ทุ่งหญ้ายาโนส &quot; ในเขตลุ่มแม่น้ำโอริโนโค  ประเทศโคลัมเบียและเวเนซุเอลา   ส่วนทุ่งหญ้าใต้ เส้นศูนย์สูตรจะมีขนาดเล็กกว่าเรียกว่า &quot; ทุ่งหญ้าแคมโปส &quot;   ในประเทศบราซิล </li></ul><ul><li>- บริเวณที่มีภูมิอากาศประเภทนี้ บริเวณทางเหนือและทางใต้ของลุ่มแม่น้ำแอมะซอน </li></ul>
  10. 10. <ul><li>3. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย </li></ul><ul><li>เป็นทุ่งหญ้าที่มีความแห้งแล้งมากแห่งหนึ่งของโลก อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนต่างกันมาก   ปริมาณฝนเฉลี่ยประมาณ 50   มิลิเมตรต่อปี </li></ul><ul><li>- พืชพรรณธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย และทนความแห้งแล้งได้ดี เช่น พุ่มไม้เล็กๆ กระบองเพชร   - บริเวณที่มีภูมิอากาศประเภทนี้ ตอนใต้ของเปรูและภาคเหนือของชิลี มีทะเลทรายเขตร้อนที่ชื่อว่า &quot; อะตากามา &quot; ในประเทศชิลี </li></ul>
  11. 11. <ul><li>4. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย </li></ul><ul><li>ฝนตกน้อยเช่นเดียวกับเขตที่ 3 โดยฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น ฤดูร้อนมีอากาศร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 18 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนเฉลี่ย 50 มิลลิเมตรต่อปี </li></ul><ul><li>- พืชพรรณธรรมชาติ เป็นแบบทุ่งหญ้า แต่เป็นหญ้าขนาดสั้น ๆ ไม่ค่อยหนาแน่นนัก   </li></ul><ul><li>  - บริเวณที่มีภูมิอากาศประเภทนี้ บริเวณทุ่งหญ้าปาตาโกเนียทางตอนใต้ของประเทศอาร์เจนตินา </li></ul>
  12. 12. <ul><li>5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน   </li></ul><ul><li>มีฝนตกในฤดูหนาว  และแห้งแล้งในฤดูร้อน   </li></ul><ul><li>- พืชพรรณธรรมชาติ ส่วนใหญ่ ได้แก่ ไม้โอ๊ก   หรือไม้ที่มีเปลือกหนา  มีรากลึก  หรือต้นไม้ที่มีใบเป็นมันแบบต้นมะกอก  วอลนัต   เชสต์นัต  มะเดื่อ  และพืชพรรณที่เรียกว่า   &quot; แชปาร์เรล &quot;   ที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี   - บริเวณที่มีภูมิอากาศประเภทนี้ บริเวณตอนกลางของประเทศชิลี   ที่เป็นชายฝั่งตะวันตกไม่กว้างขวางมากนัก </li></ul>
  13. 13. <ul><li>6. ภูมิอากาศแบบชื้นกึ่งเขตร้อน   </li></ul><ul><li>มีฝนปานกลางประมาณ   750 - 1,500   มิลลิเมตรต่อปี  ส่วนมากฝนจะตกในฤดูร้อน   ฤดูหนาวไม่หนาวมากและไม่ยาวนาน   อุณหภูมิระหว่างฤดูหนาวและฤดูร้อนไม่แตกต่างกันมากนัก   </li></ul><ul><li>- พืชพรรณธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนเป็นหลัก   ถ้าเขตที่มีความชื้นหรือได้รับฝนน้อยจะเป็นทุ่งหญ้าขนาดสั้น  หญ้าไม่อุดมสมบูรณ์   ถ้าเขตประมาณฝนมากจะเป็นทุ่งหญ้าที่มีความอุดมสมบูรณ์  เหมาะแก่การทำปศุสัตว์ เช่น ทุ่งหญ้ากรันชาโก ในประเทศอาร์เจนตินา  ปารากวัย  ไม้สำคัญในเขตนี้  ได้แก่   ปารานาไพน์  และต้นเคบราโช   - บริเวณที่มีภูมิอากาศประเภทนี้ ที่ราบลุ่มแม่น้ำปารานา - ปารากวัย   ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาใต้  ครอบคลุมประเทศอุรุกวัย   ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา   ตอนใต้ของประเทศบราซิลและปารากวัย </li></ul>
  14. 14. <ul><li>7. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้ากึ่งเขตร้อน   </li></ul><ul><li>ฤดูร้อนอากาศร้อน  ฤดูหนาวอากาศหนาว   มีปริมาณฝนตกค่อนข้างน้อยเฉลี่ยประมาณ   650   มิลลิเมตรต่อปี </li></ul><ul><li>- พืชพรรณธรรมชาติ เป็นทุ่งหญ้าสั้น  เป็นป่าโปร่ง   เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์  ทุ่งหญ้าสำคัญ  ได้แก่ ทุ่งหญ้าปามปัส ในประเทศอาร์เจนตินา  นอกจากนั้นก็มีไม้พุ่มและไม้หนาม ไม้ยืนต้นอื่น ๆ ค่อนข้างมีน้อย   - บริเวณที่มีภูมิอากาศประเภทนี้ ตอนใต้ของอุรุกวัย   ครอบคลุมบริเวณตอนล่างค่อนไปทางเหนือและทางตะวันตกของประเทศอาร์เจนตินา </li></ul>
  15. 15. <ul><li>8. ภูมิอากาศภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก   </li></ul><ul><li>มีอากาศอบอุ่นในฤดูร้อนฤดูหนาวอากาศหนาวจัด   ฝนตกตลอดปีโดยมากมักตกในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ร่วง  ปริมาณฝนเฉลี่ยประมาณ   5,000 </li></ul><ul><li>- พืชพรรณธรรมชาติ เป็นไม้ผลัดใบ  ใบไม้มักจะมีขนาดใหญ่  เช่น   ต้นแอช  บีช  ซิกเมอร์  โอ๊ก            - บริเวณที่มีภูมิอากาศประเภทนี้ บริเวณพื้นที่ของประเทศชิลีลงมาทางใต้   และตอนใต้ของประเทศอาร์เจนตินา </li></ul>
  16. 16. <ul><li>9. ภูมิอากาศแบบภูเขา   </li></ul><ul><li>อุณหภูมิจะแตกต่างกันตามระดับความสูง โดยอุณหภูมิจะลดลง 1  องศาเซลเซียส ทุก ๆ 180 เมตร </li></ul><ul><li>- พืชพรรณธรรมชาติ จะแตกต่างกันตามระดับชั้นความสูง ถ้าเป็นที่ราบความชื้นน้อยจะเป็นแบบทุ่งหญ้า ถ้าเป็นที่สูงมีความชื้นสูงและอากาศหนาวเย็นก็จะเป็นไม้สนต่าง   </li></ul><ul><li>- บริเวณที่มีภูมิอากาศประเภทนี้ พื้นที่บริเวณภูเขาและที่สูงในเทือกเขาแอนดีส </li></ul>
  17. 17. <ul><li>ทรัพยากรธรรมชาติ </li></ul><ul><li>           ทรัพยากรธรรมชาติของทวีปอเมริกาใต้ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์มากโดยเฉพาะป่าไม้และแร่ธาตุ แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พึ่งมีการบุกเบิกจึงยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่   ซึ่งทรัพยากรในทวีปอเมริกาใต้สามารถจำแนกได้  ดังนี้ </li></ul><ul><li>- ทรัพยากรป่าไม้   ป่าไม้ของอเมริกาใต้เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งทวีป   โดยเฉพาะในเขตแม่น้ำแอมะซอนและสาขา  มีลักษณะเป็นป่าดงดิบ ( ป่าเซลวัส ) เป็นไม้เนื้อแข็งลำต้นสูงขึ้นอยู่อย่างหนาทึบ    ครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร  เป็นป่าไม้ที่ อุดมสมบูรณ์ที่สุดของทวีป   ต้นไม้ที่สำคัญของทวีปอเมริกาใต้  ได้แก่  ปารานาไพน์  ซีดาร์  บีช  มะฮอกกานี   และไม้เนื้อแข็งต่าง ๆ      </li></ul>
  18. 18. <ul><li>- ทรัพยากรแร่ธาตุ   ทวีปอเมริกาใต้มีแหล่งทรัพยากรอย่างมหาศาล  และหลายบริเวณยังไม่มีการสำรวม   เช่น  บริเวณเทือกเขาแอนดีส  หรือตอนกลางของป่าเซลวัส   แหล่งแร่ธาตุที่สำคัญจะอยู่ตอนบนของทวีป   ชายฝั่งตะวันออกและทางภาคตะวันตกตั้งแต่ประเทศเปรู  โบลิเวีย  ลงมีถึงชิลี   ทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญ  ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม  เหล็ก  ตะกั่ว  ทองคำ  ทองแดง   เงิน  สังกะสี  บอไซต์  เพชร  และสินแร่อโลหะต่าง ๆ ได้แก่  โครเมียม   แมงกานีส   นิกเกิล </li></ul><ul><li>- ทรัพยากรพลังงาน   สำหรับน้ำมันปิโตรเลียม   ทวีปอเมริกาใต้จะมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ทางตอนเหนือของทวีป   โดยเฉพาะในเขตประเทศ เวนาซุเอลา  และพื้นที่บางส่วนของเปรู    โบลิเวียและชิลี   ทางด้านพลังงานน้ำ  ถึงแม้จะเป็นทวีปที่มีแม่น้ำหลายสาย   แต่การพัฒนาเรื่องการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำยังมีน้อย   จะมีอยู่อย่างจำกัดในบางบริเวณเท่านั้น  เช่น  ในเขตลุ่มน้ำปารานา   ประเทศบราซิล </li></ul>
  19. 19. <ul><li>- ทรัพยากรสัตว์ป่า   ทวีปอเมริกาใต้เป็นทวีปที่มีทรัพยากรสัตว์ป่าอยู่มากมาย   ซึ่งเป็นสัตว์ พื้นเมืองที่สำคัญ  ได้แก่  ยามา  อัลปากา  กัวนาโค   จะมีอย่างชุกชุมในเขตลุ่มแม่น้ำแอมะซอน  ไม่ว่าจะเป็นจระเข้  ปลาปิรันยา   งูชนิดต่าง ๆ เสือดาว  นกนานาพันธุ์  เป็นทวีปที่ค้นพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ ๆ เสมอ   เนื่องจากเป็นบริเวณที่ทุรกันดาร   ไม่มีมนุษย์อยู่อาศัยจึงค่อนข้างมีอยู่อย่างชุกชุม </li></ul>
  20. 20. <ul><li>ลักษณะทางประชากร  และการตั้งถิ่นฐาน </li></ul><ul><li>              จำนวนประชากร   ทวีปอเมริกาใต้มีประชากรทั้งสิ้น   366,612,527 คน ( The World Fackbook 2004)    </li></ul><ul><li>ความหนาแน่นและการกระจายของประชากร   ทวีปอเมริกาใต้มีความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของประชากร   23   คน  ต่อตารางกิโลเมตร   นับว่ามีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น - บริเวณที่ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด ชายฝั่งตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล  ลุ่มแม่น้ำปารานา - ปารากวัย - อุรุกวัย   ประเทศปารากวัย  อุรุกวัย  และอาร์เจนตินา  ที่ราบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก   บริเวณตอนกลางของชิลี  และตอนเหนือของเทือกเขาแอนดีสในประเทศโคลัมเบีย  เอกวาดอร์   และเวเนซุเอลา - บริเวณที่ประชากรอาศัยอยู่เบาบางที่สุด ที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอนในเขตศูนย์สูตร  บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของเปรู   และภาคใต้ของอาร์เจนตินาที่มีภูมิอากาศแห้งแล้งเป็นทะเลทราย </li></ul>
  21. 21. <ul><li>เชื้อชาติ ประกอบด้วย 5 กลุ่ม  ได้แก่ </li></ul><ul><li>         1. พวกอินเดียนแดง เป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิม ปัจจุบันอาศัยอยู่กระจัดกระจายในบริเวณต่าง ๆ          2. พวกผิวขาวจากยุโรป ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรปภาคใต้   โดยเฉพาะสเปนและโปรตุเกส ส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ของทวีป          3. พวกแอฟริกันนิโกร เข้ามาเป็นแรงงานในไร่สมัยที่มีการค้าทาส แถบชายฝั่งและหมู่เกาะ          4. พวกเอเชีย ได้แก่  ชาวจีน  ญี่ปุ่น  อินเดีย  และอินโดนีเซีย   เข้าไปอยู่อาศัยในดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษและฮอลันดา   สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวญี่ปุ่นได้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในบราซิล  อาร์เจนตินา   และเปรู 5. พวกเลือด ผสม ได้แก่ พวกเลือดผสมระหว่างชาวอินเดียนแดงกับชาวยุโรป เรียกว่า &quot; เมสติโซ &quot; เป็นประชากรส่วนใหญ่ของเวเนซุเอลา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ ชิลี และปารากวัย </li></ul>
  22. 22. <ul><li>ลักษณะการปกครอง   ทวีปอเมริกาใต้แบ่งการปกครองออกเป็น   12   ประเทศ และดินแดนที่ทีฐานะเป็นอาณานิคม   2   แห่ง  คือ เฟรนซ์เกียนา   เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส  และ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์   เป็นอาณานิคมของอังกฤษ  ลักษณะการปกครองพอจะสรุปได้   ดังนี้    </li></ul><ul><li>1. มีความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศเดียวกันอย่างมาก   เพราะมีรากฐานทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์คล้ายคลึงกันมาก่อน   เมื่อแยกเป็นอิสระก็ยังมีความผูกพันกันอยู่   และผนึกกำลังกันเมื่อเกิดปัญหาระหว่างประเทศ   2. ได้รับอิทธิพลรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยจากสหรัฐอเมริกาและจากยุโรปตะวันตก   เพราะอยู่ใกล้ชิดและมีการติดต่อค้าขายระหว่างกัน 3. มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มั่นคง   มักเกิดการปฏิวัติรัฐประหารบ่อยครั้งจนมีลักษณะการปกครองแบบเผด็จการทหาร   หรือแม้คงรูปแบบประชาธิปไตย   แต่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมักมาจากบุคคลที่เป็นทหารมาก่อน 4. อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา   ภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต   ทำให้บทบาทของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำของฝ่ายประชาธิปไตยมีบทบาทและมีอิทธิพลมากขึ้นในทวีปอเมริกาใต้ </li></ul>
  23. 23. <ul><li>รูปแบบการปกครอง   การปกครองในทวีปอเมริกาใต้ส่วนใหญ่เป็นแบบรัฐบาลเดี่ยว   ส่วนประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐรวม  แบ่งเขตการปกครองเป็นรัฐต่าง ๆ ได้แก่                      ประเทศบราซิล   มีรัฐทั้งหมด   23    รัฐ                    ประเทศเวเนซุเอลา   มีรัฐทั้งหมด   20   รัฐ          </li></ul><ul><li>ทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้   มีการปกครองเป็นสาธารณรัฐ  โดยมีประธานาธิบดี  เป็นประมุขของประเทศ   เดิมประเทศบราซิลมีจักรพรรดิเป็นประมุข  แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ . ศ . 2432 จึงใช้ระบบประธานาธิบดี  ประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ  ได้แก่   ประเทศกายอานา ที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ พ . ศ . 2513   แต่ยังคงเป็นประเทศสมาชิกเครือจักรภพอังกฤษอยู่  มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล   และมีข้าหลวงใหญ่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษเป็นประมุขของประเทศ </li></ul>
  24. 24. <ul><li>เอกลักษณะทางวัฒนธรรม </li></ul><ul><li>              ทวีปอเมริกาใต้   มีลักษณะทางวัฒนธรรมที่สามารถจำแนกได้   ดังนี้     </li></ul><ul><li>             ลักษณะวัฒนธรรมทางภาษา   ภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมี   3   ภาษา    ดังนี้                 1. ภาษาสเปน    เป็นภาษาทางการในประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของสเปน  ได้แก่ โคลัมเบีย   เวเนซุเอลา  เอกวาดอร์  เปรู  โบลีเวีย  ปารากวัย  อุรุกวัย  อาร์เจนตินา   และชิลี             2. ภาษาโปรตุเกส    เป็นภาษาทางการของบราซิล  ที่เคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสมาก่อน   และมีประเทศที่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาที่สอง  มี   2   ประเทศ  คือ  เปรู  และโบลิเวีย               3. ภาษาอื่น ๆ    ประเทศที่ใช้ภาษาอื่น ๆ เป็นภาษาทางการ  ได้แก่  กายอานา   และอาณานิคมหมู่เกาะ ฟอล์กแลนด์ของอังกฤษใช้ภาษาอังกฤษ  ซูรินาเมใช้ภาษาฮอลันดา   อาณานิคม เฟรนช์เกียนาของฝั่งเศษใช้ภาษาฝรั่งเศส </li></ul>
  25. 25. <ul><li>ลักษณะวัฒนธรรมทางศาสนา   ประชากรส่วนใหญ่ทวีปอเมริกาใต้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมากกว่าร้อยละ   90   ชาวสเปนและโปรตุเกสเป็นผู้นำเข้ามาและชักชวนชาวอินเดียนแดงและแอฟริกัน นิโกนับถือศาสนานิกายนี้ด้วย   ทำให้คนจำนวนไม่น้อยกลายเป็นชาวคริสต์โดยเฉพาะพวกเมสติโช   และมูแลตโต   ส่วนศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์มีผู้นับถือน้อย   และศาสนาอื่น ๆ มีผู้นับถือไม่มากนักได้แก่  ลัทธิความเชื่อของชาวอินเดียนแดง   ลัทธิความเชื่อชาวนิโกจากแอฟริกา  ศาสนายูดายของ ชาวยิว   ลัทธิขงจื๊อและพระพุทธศาสนาของชาวจีน  และญี่ปุ่น   และศาสนาฮินดูของชาวอินเดีย </li></ul>
  26. 26. <ul><li>ลักษณะทางเศรษฐกิจ </li></ul><ul><li>             เกษตรกรรม   การเกษตรในทวีปอเมริกาใต้แบ่งตามวิธีการใช้ที่ดินและผลิตผลหลักได้   6   เขต   ดังนี้ </li></ul><ul><li>            1. เขตทำไร่ขนาดใหญ่    ทำการเกษตรแบบการค้าในไร่นาขนาดใหญ่  ภาษาสเปนเรียกว่า &quot; เอสตันเซีย &quot; พืชที่สำคัญได้แก่ โกโก้  กาแฟ  อ้อย  ยาสูบ   ทวีปอเมริกาใต้ผลิตกาแฟได้มากที่สุดในโลก บราซิลและโคลัมเบียผลิตได้มากเป็นที่ 1 และ 2 ของโลกตามลำดับ               2. เขตปลูกแบบยังชีพ    ทำเกษตรในพื้นที่เล็ก ๆ    ใช้แรงงานในครอบครัวเป็นอาหารในครัวเรือน   ได้แก่  ข้าวโพด  ข้าวเจ้า  ทันเทศ  มันสำปะหลัง     อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแอมะซอนและเทือกเขาแอนดีส             3. เขตปลูกข้าวสาลี ปลูกมากในประเทศอาร์เจนตินา   บริเวณที่เรียกว่า &quot; ทุ่งหญ้าปามปัส &quot;             4. เขตเกษตรกรรมแบบเมดิเตอร์เรเนียน ปลูกข้าวสาลี  ผัก  และผลไม้จำพวกองุ่น   บริเวณภาคกลางของประเทศชิลี             5. เขตเกษตรกรรมแบบผสม   ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป  พืชสำคัญ  ได้แก่ ข้าวสาลี  ข้าวโพด   และหญ้าอัลฟัลฟา  สัตว์เลี้ยง  ได้แก่  โคเนื้อ  โคนม  แกะ     บริเวณชายฝั่งภาคใต้ของบราซิล             6. เขตไร่ปศุสัตว์ขนาดใหญ่    เลี้ยงสัตว์ประเภทโคเนื้อ  และแกะ  ในบริเวณทุ่งหญ้าธรรมชาติ   ในบริเวณที่ราบสูงบราซิล  ทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส   ที่ราบสูงปาตาโกเนียทางตอนใต้ของอาร์เจนตินา </li></ul>
  27. 27. <ul><li>การทำป่าไม้   ไม้ที่สำคัญและมีพื้นที่กว้างขวางคือ  ป่าดงดิบบริเวณลุ่มแม่น้ำแอมะซอน   แต่ทำป่าไม้ได้น้อยมาก  เพราะอุปสรรคด้านการคมนาคม  เขตป่าไม้ทางเศรษฐกิจ  ได้แก่   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล  ผลผลิตที่ขึ้นชื่อ  ได้แก่  ซุง  ยางไม้   และผลไม้เปลือกแข็งชนิดต่าง ๆ ป่าลุ่มแม่น้ำแอมะซอนให้ยางพารา  ยางไม้   และสมุนไพรชนิดต่าง ๆ เช่น  ยางจากต้นซิเคิล   ใช้ทำหมากฝรั่ง   ต้นโคคาใช้ใบสกัดเป็นยากระตุ้นประสาท  ต้นซิงโคนา   ใช้เปลือกลำต้นสกัดเป็นยาควินินแก้ไข้จับสั่น </li></ul><ul><li>             การประมง   แหล่งประมงสำคัญ  ได้แก่  บริเวณน่านน้ำชายฝั่งตะวันตกของทวีป   มีกระแสน้ำเย็นเปรูไหลผ่าน  ทำให้เปรูจับปลาได้มากประเทศหนึ่งของโลก   ปลาที่จับได้มาก  ได้แก่  ปลาอันชีโว   </li></ul>
  28. 28. <ul><li>การทำเหมืองแร่   ทวีปอเมริกาใต้มีทรัพยากรแร่ธาตุมากมาย   แต่การทำเหมืองแร่ต้องใช้เงินทุนและวิทยาการจากต่างชาติ   โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา    แหล่งแร่สำคัญ  ได้แก่          -  แหล่งน้ำมันดิบ   ในประเทศเวเนซุเอลา  บริเวณทะเลสาบมาราไกโบ  เวเนซุเอลา ผลิตน้ำมันได้มากที่สุดในอเมริกาใต้  ประเทศอื่น ๆ ที่ผลิตน้ำมันดิบ   ได้แก่  โคลัมเบีย  เอกวาดอร์  บราซิล  อาร์เจนตินา  และชิลี   ประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออกหรือโอเปก  ได้แก่   ประเทศเวเนซุเอลา   และเอกวาดอร์         -  ถ่านหิน  และเพชร     ในประเทศบราซิล  มีถ่านหิน   และเหล็กมากที่สุดในทวีปอเมริกาใต้         -  ทองแดง   และไนเทรต     ในประเทศชิลี  แหล่งผลิตในเขตทะเลทรายอาตากามา         -  บอกไซต์     ในประเทศกายอานา  ซูรินาเม  และเฟรนซ์เกียนา </li></ul>
  29. 29. <ul><li>การอุตสาหกรรม   ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กผลิตสินค้าเพื่อใช้ในประเทศ   หรือเพื่อแปรรูปสินค้าทางการเกษตร  ได้แก่  อุตสาหกรรมสิ่งทอ  อุตสาหกรรมน้ำตาล   อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังและแอลกอฮอล์  อุตสาหกรรมฟอกหนัง   อุตสาหกรรมฆ่าสัตว์และแช่แข็งเนื้อสัตว์                -   ประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมมักร่วมลงทุนกับชาวอเมริกันหรือญี่ปุ่น   ได้แก่  บราซิล  อาร์เจนตินา  ชิลี  และเวเนซุเอลา              -  หมู่เกาะที่เหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยว   ได้แก่  หมู่เกาะต่าง ๆ ในทะเลแคริบเบียน  เช่น  หมู่เกาะบาฮามาส  หมู่เกาะจาเมกา  หมู่เกาะบาร์เบโดส   นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา </li></ul>
  30. 30. <ul><li>ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวใน ทวีปอเมริกาใต้ </li></ul><ul><li>น้ำตกอีกวาซู </li></ul><ul><li>น้ำตกอีกวาซู ( Iguazu Falls) คำว่าอีกวาซู แปลว่า &quot; สายน้ำอันยิ่งใหญ่ &quot; เป็นคำมาจากภาษากวารานี ( Guarani) ชาว อินเดียนแดง เผ่าดั้งเดิม น้ำตกอีกวาซูตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพรมแดนระหว่าง ประเทศบราซิล กับ ประเทศอาร์เจนตินา เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดใน ทวีปอเมริกาใต้ และขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก โดยใหญ่กว่า น้ำตกไนแอการา ประมาณ 30 เท่า อย่างไรก็ตามขนาดของน้ำตกใกล้เคียงกับ น้ำตกวิกตอเรีย ใน ทวีป แอฟ ริกา น้ำตกอีกวาซูเกิดจากแม่น้ำอีกวาซูซึ่งไหลมาจากที่ราบสูงปารานา ตกจากขอบที่ราบสูงขนาดใหญ่ลงสู่พื้นที่ราบต่ำกว่า จึงกลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่เป็นแนวยาวกว่า 4 กิโลเมตร สูงกว่า 269 ฟุต ประกอบด้วยน้ำตกน้อยใหญ่อีก 275 แห่ง ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคมปริมาณน้ำมีมากถึงกว่า 13.6 ล้านลิตรต่อวินาที แต่ในช่วงฤดูร้อน คือระหว่างเมษายนถึงเดือนตุลาคม ปริมาณน้ำจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านลิตรต่อวินาที บริเวณรอบ ๆ น้ำตกจะเกิดละอองน้ำอยู่ตลอดเวลาและมีเสียงดังไปไกลกว่า 24 กิโลเมตร บนฝั่งประเทศบราซิลจะมองเห็นน้ำตกได้ทั่วถึงและงดงาม แต่ทางฝั่งประเทศอาร์เจนตินาสามารถเข้าชมน้ำตกได้ใกล้กว่า </li></ul>
  31. 32. <ul><li>น้ำตกเอนเจล </li></ul><ul><li>น้ำตกเอนเจล ( Angel Falls) น้ำตก แองเจิลตั้งอยู่กลาง ป่าดงดิบ ใน ประเทศเวเนซุเอลา เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในโลก สูงกว่า น้ำตกไน แอง การา 18 เท่า มีความสูงกว่า 979 เมตร ซึ่งผู้ที่จะเข้าชมน้ำตกสามารถเข้าไปโดยทาง เรือ และ เครื่องบิน เท่านั้น ซึ่งชื่อน้ำตก มาจากนักบินชาว อเมริกัน จิมมี่ แองเจิล ผู้ค้นพบน้ำตกเป็นคนแรก เมื่อปี ค.ศ. 1935 น้ำตกแห่งนี้มีชื่อเรียกใน ภาษา เป มอน ภาษาของคนพื้นเมืองเวเนซุเอลาว่า &quot; ปาราคุปา - เวนา &quot; ( Parakupa-vena แปลว่า น้ำที่ตกจากจุดที่สูงที่สุด ) หรือ &quot; เคเรปาคุปาอิ เมรู &quot; ( Kerepakupai merú แปลว่า น้ำตกแห่งสถานที่ที่ลึกที่สุด ) หรือ &quot; ชูรุน เมรู &quot; ( Churun-meru แปลว่า น้ำตกสายฟ้า ) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ . ศ . 2552 ประธานาธิบดี ฮู โก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลาได้ประกาศเปลี่ยนชื่อทางการของน้ำตกนี้เป็นชื่อพื้นเมืองดั้งเดิม คือ เคเรปาคุปาอิ เมรู โดยให้เหตุผลว่า &quot; น้ำตกนี้เป็นของชาวเวเนซุเอลามานมนานก่อนที่ชาวอเมริกัน จิมมี่ แองเจิล จะมาพบ &quot; น้ำตกนี้มีลักษณะประหลาดคือ น้ำไม่สามารถตกถึงพื้นได้ เนื่องจากความสูงของน้ำตกสูงมากทำให้กว่าน้ำตกถึงพื้นมันจะกลายเป็น หมอก ไปซะก่อน ทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีหมอกหนาปกคลุมตลอดเวลา </li></ul>
  32. 34. <ul><li>มาชูปิกชู </li></ul><ul><li>มาชูปิกชู ( เกชัว : Machu Picchu) หรือนิยมเรียกอีกชื่อว่า เมืองสาบสูญแห่งอินคา เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาว อินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงใน ประเทศเปรู ที่ความสูงประมาณ 2 , 350 เมตร อารยธรรมแห่งนี้ได้ถูกลืมโดยคนภายนอกจนกระทั่งมีการค้นพบอีกครั้งโดยนักโบราณคดีที่ชื่อ ไฮ แรม บิง แฮม เมื่อ พ . ศ . 2454 มาชูปิกชูเป็นหลักฐานที่สำคัญของ จักรวรรดิอินคา ในปี พ . ศ . 2526 องค์กรยูเนสโก ได้กำหนดมาชูปิกชูให้เป็น มรดกโลก โดยทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยมไปศึกษาประวัติศาสตร์ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 มาชูปิกชูได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะนนทั่วโลกทั้งทาง อินเทอร์เน็ต และ โทรศัพท์มือถือ มาชูปิกชู คาดว่าสร้างขึ้นราวปี ค . ศ . 1450 โดย จักรพรรดิปาชากูตี ของชางอินคา มาชูปิกชู ถูกปล่อยทิ้งไว้นับร้อยปี จนกระทั่งชาว สเปน ได้ชัยชนะเหนือ เปรู ใน ค . ศ .1572 และพวกเขาได้รับทราบเรื่องราว และข้อมูลเกี่ยวกับ มาชู ปิกชู มาก่อน แต่ก็ไม่ได้แตะต้องมัน จนกระทั่งนักโบราณคดีได้ค้นพบมันอีกครั้ง และเปิดเผยต่อโลกให้ได้รับรู้ มีหลายทฤษฏีเกี่ยวกับการสร้าง มาชู ปิกชู ขึ้นเช่น บ้างว่าก็เป็นการสร้างเพื่อถวายต่อเทพเจ้า บ้างก็ว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของจักรพรรดิและชาวเมืองอินคา บางทฤษฏีก็กล่าวว่าอาจสร้างขึ้นเพื่อทดลองทางการเกษตรกรรม ในปี ค . ศ 1983 มาชูปิกชู ได้ถูกกำหนดให้เป็น มรดกโลก และในปี 2007 ยังถูกโหวตให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก อีกด้วย </li></ul>
  33. 36. <ul><li>เกาะอีสเตอร์ </li></ul><ul><li>เกาะอีสเตอร์ ( Easter Island) หรือตามภาษาถิ่นเรียกว่า เกาะราปานุย ( Rapa Nui) และในภาษาสเปนเรียกว่า เกาะปัสกวา ( Isla de Pascua) ตั้งอยู่ใน มหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ในการปกครองของ ประเทศชิลี ซึ่งเกาะห่างจากฝั่งประเทศชิลีกว่า 3 , 600 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก เกาะที่ใกล้เกาะอีสเตอร์มากที่สุดอยู่ห่างฝั่งจากถึง 2 , 000 กิโลเมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งของโลก ลักษณะของเกาะมีขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 25 กิโลเมตร รูปสลักหินขนาดยักษ์ถึงแม้ว่าจะไม่มีรู้ที่มาของชาวพื้นเมืองบนเกาะ แต่ชาวพื้นเมืองก็ได้สร้างรูปสลักยักษ์ขึ้น ซึ่งสร้างจากหินและกากแร่ ภูเขาไฟ หรือ หินบะซอลต์ ซึ่งรูปสลักในยุกแรกจะเป็นรูปสลักคนนั่งคุกเข่าในช่วงประมาณ ค . ศ . 380 ในยุคถัดมาเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค . ศ . 1100 จะสลักเป็นรูปที่เรียกว่า โมอาย ( moai) ซึ่งเป็นที่โดดเด่นทั่วไปบนเกาะ </li></ul>
  34. 38. <ul><li>รูปปั้นพระเยซูคริสต์ </li></ul><ul><li>รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ( โปรตุเกส : Cristo Redentor; อังกฤษ : Christ the Redeemer) ตั้งอยู่ที่ ยอดเขา กอร์ โกวาดู ประเทศบราซิล มีความสูงราว 38 เมตร ได้รับการออกแบบโดยไฮตอร์ ดา ซิลวา กอสตา ชาวบราซิล และสร้างโดย พอล ลันดอฟ สกี ประติมากรชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์ ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี โดยทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ปี พ . ศ . 2474 รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ นครรีโอเด จาเน โร และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบราซิล มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ราว 1 , 800 , 000 รายต่อปี </li></ul>
  35. 40. <ul><li>ชิมโบราโซ </li></ul><ul><li>ชิมโบราโซ ( Chimborazo) เป็น ภูเขาไฟ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ เทือกเขาแอน ดีส ตั้งอยู่ตอนกลางของ ประเทศเอกวาดอร์ อเมริกาใต้ ห่างจากกรุง กี โต ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 150 กิโลเมตร เป็นภูเขาไฟที่สงบแล้ว การระเบิดครั้งสุดท้ายเกิดเมื่อประมาณ ค.ศ. 640 ± 500 ปี ยอดเขาชิมโบราโซ มีความสูง 6 , 268.2 เมตร จากระดับน้ำทะเล ยอดเขาชิมโบราโซนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดในโลก เมื่อวัดจากจุดศูนย์กลางโลก เป็นระยะทาง 6 , 384 , 412 เมตร (6 , 384 กิโลเมตร ) จากแกนโลกถึงยอดเขา แต่เมื่อวัดจากระดับน้ำทะเล จะเตี้ยกว่า ยอดเขาเอ เวอเรสต์ 2 , 150 เมตร </li></ul>
  36. 41. <ul><li>Kaieteur Falls </li></ul><ul><li>Kaieteur Falls   น้ำตกบนแม่น้ำโปตาโร อยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของประเทศกายอานา   น้ำตกลงมาด้วยความเร็วประมาณ 663 คิวบิคเมตรต่อวินาที ( 23,400 คิวบิคฟุตต่อวินาที )   ด้วยความสูง 226 เมตร ( 741 ฟุต ) สูงกว่าน้ำตกไนแอการาประมาณ 5 เท่า และสูงกว่าน้ำตกวิคทอเรียประมาณ 2 เท่า </li></ul>
  37. 42. <ul><li>Wageningen </li></ul><ul><li>Wageningen เป็นชุมชน รี สอร์ท และสถานที่ทางการเกษตรในสาธารณรัฐ ซู รินาเม และตั้งอยู่ในบริเวณชายฝั่งตะวันตกของซูรินาเมใน Nickerie อำเภอ ณ ท่าเรือของ Nickerie แม่น้ำขวาข้ามอ่าวของ แม่น้ำ Maratakka Wageningen เป็นที่รู้จักกันดีศูนย์ข้าวของซูรินาเม Wageningen ได้นำของชิ้นใหญ่ที่ดินอุดมสมบูรณ์ที่ต้องการภูมิอากาศที่มีปริมาณน้ำฝนเพียงพอและไม่มีภัยธรรมชาติ Wageningen หมู่บ้านตั้งอยู่ประมาณ 54 กิโลเมตรห่างจาก New Nickerie เมืองหลักของอำเภอ Nickerie และ 203 กิโลเมตรห่างจาก Paramaribo เมืองหลวงของซูรินาเม หมู่บ้านเล็ก ๆ นี้มีประชากรประมาณ 6,000 คน Wageningen มีสำนักงานตำรวจ สำนักงานบริหารและแพทย์ นอกจากนี้ยังมีลานบินขึ้นลงสำหรับเครื่องบินขนาดเล็กเพื่อการเกษตร ด้วย </li></ul>
  38. 44. <ul><li>มอนเตวิเดโอ </li></ul><ul><li>มอนเตวิเดโอ ( Montevideo) ภาษาสเปน ออกเสียง [ monteβi'ðeo] ( มอนเตบีเดโอ ) เป็นเมืองหลวง เมืองใหญ่ที่สุด และเมืองท่าหลักของ ประเทศอุรุกวัย เนื่องจากมีขนาดใหญ่มากกว่าเมืองอื่นในประเทศถึงสองเท่า มอนเตวิเดโอจึงถูกจัดเป็น เอกนคร </li></ul>
  39. 45. <ul><li>อาเรกีปา   อาเรกีปา ( Arequipa)  มีฐานะเป็นเมืองสำคัญอันดับ 2 ของเปรูแม้จะอยู่ห่างไกลจากกรุงลิมา   โดดเดี่ยวอยู่กลางทะเลทรายและขุนเขา   แต่ก็เป็นเส้นทางที่เชื่อมเขตเหมืองเงินในโบลิเวียเข้ากับเขตชายฝั่ง   เมืองแห่งนี้จึงเติบโตขึ้นโดยมีประชากรเชื้อสายสเปนอาศัยอยู่มากที่สุด   และมีอิทธิพลวัฒนธรรมยุโรปกล้าแข็งอย่างยิ่ง   ตึกรามส่วนใหญ่สร้างจากหินภูเขาไฟสีขาว   ปี 1514 กษัตริย์สเปนทรงยกย่องเมืองโอเอซีสที่เชิงภูเขาไฟมิสติ   (Misti) แห่งนี้ว่าเป็น   เมืองอันทรงเกียรติ   จงรัก   และศรัทธาต่อพระแม่แห่งหุบเขาอาเรกีปาอันงดงามอย่างที่สุด   ชาวอินเดียเผ่าไอย์มาราผู้อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำชิลี   (Chili)  ในเขตหุบเขาเรียกที่นี่ว่า   อารีเกปา   (Ariquepa)  แปลว่า   ดินแดนหลังเทือกเขาสูง </li></ul>
  40. 47. <ul><li>ทะเลแคริบเบียน </li></ul><ul><li>ทะเลแคริบเบียน ( Caribbean Sea เป็นทะเลเขตร้อนในซีกโลกตะวันตก ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าวเม็กซิโก ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียน โดยทางทิศใต้จดทวีปอเมริกาใต้ ทางทิศตะวันตกและทิศใต้จดประเทศเม็กซิโกและอเมริกากลาง และทางทิศเหนือและทิศตะวันออกจดหมู่เกาะแอนทิลลิส ได้แก่ เกาะคิวบา เกาะฮิสปันโยลา เกาะจาเมกา และเกาะเปอร์โตริโกในหมู่เกาะแอนทิลลิสใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนหมู่เกาะแอนทิลลิสน้อย ( เช่น เกาะแองกวิลลา เกาะโดมินิกา เกาะเซนต์ลูเซีย ) อยู่ทางทิศตะวันออก พื้นที่ทั้งหมดของทะเลแคริบเบียน หมู่เกาะต่าง ๆ ในทะเลนี้ และชายฝั่งที่ติดต่อกัน รวมเรียกกันในชื่อภูมิภาคแคริบเบียน ทะเลแคริบเบียนเป็นหนึ่งในทะเลน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุด มีเนื้อที่ประมาณ 2 , 754 , 000 ตารางกิโลเมตร (1 , 063 , 000 ตารางไมล์ )[1] จุดที่ลึกที่สุดของทะเลนี้คือ Cayman Trough อยู่ระหว่างคิวบาและจาเมกา ที่ความลึก 7 , 686 เมตร (25 , 220 ฟุต ) ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ชายฝั่งแคริบเบียนมีอ่าวอยู่หลายแห่ง เช่น อ่าวเวเนซุเอลา อ่าวดาเรียน อ่าวโมสกีโตส และอ่าวฮอนดูรัส </li></ul>
  41. 49. <ul><li>วิหารเกลือ </li></ul><ul><li>   วิหารซีปากีรา ( Cathedral of Zipaquira)  อันเลื่องชื่อ   ตัววิหารสร้างขึ้นโดยการขุดเจาะเข้าไปในภูเขาเกลือ   ชาวอินเดียทำเหมืองเกลือมานานหลายศตวรรษแล้ว   ต่อมาจึงถูกพวกสเปนยึดไป   ครั้นถึงช่วงทศวรรษ   1920   อุโมงค์ที่ขุดมีขนาดใหญ่มากจนธนาคารชาติ ( Banco de la Republica)  ตัดสินใจสร้างขึ้นที่วิหารภายใน   อุโมงค์นี้ขุดเจาะจากด้านข้างของภูขาเหนือตัวเมืองเข้าไป   ภายในมืดและอบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถันสุดท้ายจะเห็นเงาตะคุ่มของแท่นบูชาตั้งอยู่แต่ไกลวิหารแห่งนี้สูง 75 ฟุต   จุคนได้   10 , 000 คน แต่ผนังสีดำทะมึนก็ทำให้รู้สึกคล้ายหายใจไม่ทั่วท้องขณะเดินเข้าไป   แม้จะไม่เป็นสีขาว   แต่ทั้งหมดก็เป็นเกลือบริสุทธิ์   75%   การทำเหมืองเกลือยังดำเนินอยู่ต่อไปในส่วนอื่นของภูเขา   ชาวโคลอมเบียมักคุยด้วยความภูมิใจว่าภูเขาแห่งนี้สามารถผลิตเกลือเลี้ยงคนทั้งโลกได้อีกกว่า 100 ปีทีเดียว </li></ul>
  42. 50. <ul><li>เทือกเขาแอนดีส </li></ul><ul><li>เทือกเขาแอนดีส เป็นเทือกเขาที่วางตัวขนานกับด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ เป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลก พาดผ่าน 6 ประเทศตั้งแต่ โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย อาร์เจนตินา และ ชิลี เทือกเขาเกิดจากแนวรอยปะทะกันของแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่นปะทะกันเป็นเวลานานหลายล้านปี โดยแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้กดทับแผ่นเปลือกโลกนาซกา โดยแนวเทือกเขาแอนดิสจะมีความสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปีและมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขา อะคองกากัว เทือกเขาแอนดิสบริเวณประเทศโบลิเวียมีที่ราบสูงที่ชาวโบลีเวียเรียกว่า อัลติพลาโน ( altiplano) หรือที่ราบสูงโบลิเวีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศโบลิเวียชื่อเมืองลาปาซซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกสูง และบริเวณที่ราบสูงโบลิเวียนี้ก็เป็นที่ตั้งของทะเลสาบติติกากาซึ่งตั้งอยู่พรมแดนระหว่างประเทศเปรูกับประเทศโบลิเวียและได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกด้วย แนวเขาในเขตประเทศเปรูเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ อาเมซอนที่ความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก บริเวณตอนใต้ของเทือกเขาแอนดิสเป็นที่ราบเชิงเขาอยู่เขตรอยต่อระหว่างประเทศอาร์เจนตินากับประเทศชิลี และเรียกบริเวณนั้นว่าที่ราบสูงปาตาโกเนีย </li></ul><ul><li>เทือกเขาแอนดีสครอบคลุมระยะทาง 4 , 500 ไมล์   แนวสันเขามีลักษณะคล้ายเป็นกระดูกสันหลังของทวีป   โดยเหยียดตัวยาวจากโคลอมเบียไปยังอาร์เจนติน่า   ประกอบด้วยทิวเขาที่ทอดขนานกันไปหลายเทือก   เรียกว่า   กอร์ดิเยร่า   (cordilleras)  ทิวเขาในประเทศเปรูมีเส้นทางให้นักเดินเท้าป่ายปีนขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงที่สุดได้ไม่ยากนัก </li></ul>
  43. 52. <ul><li>หมู่เกาะกาลาปาโกส </li></ul><ul><li>หมู่เกาะกาลาปาโกสประกอบด้วย 13 เกาะ   เกาะเล็ก 6 เกาะ      และเกาะน้อยอีก 42 เกาะ กระจายกันอยู่ในอาณาเขต 30 , 000 ตารางไมล์   ตัวเกาะเป็นชั้นลาวาซึ่งเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้น้ำ   ทับถมกันอยู่บนชั้นหินบะซอลต์   เกาะเหล่านี้ไม่เคยเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่   แต่ผุดพ้นผิวน้ำขึ้นมาอย่างเป็นเอกเทศตลอดช่วงหนึ่งล้านปีที่ผ่านมา   การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของเปลือกโลกปรากฏร่องรอยอันเด่นชัดอยู่บนเกาะอิซาเบลา   ที่นี่มีภูเขาไฟเรียงกันอยู่ถึง 5 ลูกและสูงถึง 5 , 600 ฟุต   ภูเขาไฟเซียร์ราเนกรา ( Sierra Negra)  มีปากปล่องใหญ่เป็นอันดับสองของโลก   โดยวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ถึง   6 ไมล์ทีเดียว </li></ul>
  44. 53. <ul><li>มหัศจรรย์ของผืนป่า </li></ul><ul><li>อุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาแอนดีสทางตอนใต้เป็น ศูนย์อนุรักษ์ธรรมชาติที่เพิ่งเปิดตัวขึ้นใหม่   มีพื้นที่   630   ตารางไมล์   ป่าผืนนี้ต่างจากป่าในเปรูและโบลิเวียตรงที่ไม่มีคนเข้าไปอยู่อาศัย   ภูมิประเทศที่โดดเด่น   มีทั้งธารน้ำแข็ง   ทะเลสาบ   และฝูงสัตว์นานพันธุ์   ทำให้ที่นี่เหมาะแก่การเดินเที่ยวที่สุดในโลก   เวลาที่เหมาะจะมาเที่ยวที่สุดอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม   จุดตั้งต้นการเดินทางอยู่ที่เมืองปวยร์โต   นาตาเลส ( Puerto Natales)  ที่เล็กและเงียบเหงา   ตั้งอยู่ข้างอ่าวอูลติโม   เอสเปรันซ่า   (Ultimo Esperanza)  มีธุรกิจโรงแรมของครอบครัวอยู่บ้าง   ภัตตาคารแถบนี้มีปูยักษ์เป็นอาหารจานเด็ด   เรือท่องเที่ยวจะออกจากนาตาเลสตรงไปยังลำธารน้ำแข็งในละแวกใกล้เคียง   และยังมีถ้ำขนาดใหญ่ที่มีการค้นพบซากตัวสล็อท ( sloth) ในยุคไมลาดอน ( Myladon) ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ปิกนิกและมีรูปหล่อพลาสติกของตัวสล็อทตั้งอยู่เท่านั้น อุทยานแห่งนี้ครอบคลุมเส้นทางเดินหลายสาย   เป็นระยะทางกว่า 150 ไมล์   ตามรายทางจะมีที่พักอยู่เป็นจุดๆเรียกว่า   เรฟูคิโอ ( refugio) สร้างขึ้นหยาบๆด้วยไม้และสังกะสี   แทบไม่พอกันลมกันฝน     </li></ul>
  45. 55. <ul><li>มิซิโอเนสและเมืองโบราณของพวกเยซูอิต </li></ul><ul><li>เมืองมิซิโอเนส   (Misioness)  ตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบกึ่งเขตร้อน   ทางสุดปลายด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนติน่า   เกรแฮม   การท่องเที่ยวในแถบนี้มักเริ่มต้นที่เมืองโปซาดัส   ( Posadas)    ซึ่งมีเที่ยวบินบินมาจากกรุงบวยโนสไอย์เรสเป็นประจำทุกวันในตัวเมืองจะไม่ค่อยมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ   มีเพียงสนามบินเล็กๆ </li></ul><ul><li>          ปัจจุบันซานอิกนาซิโอ มินี ( San Ignacio Mini)  จัดเป็นเมืองศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเยซูอิต   ตัวเมืองเป็นศิลปะแบบเยซูอิต   แต่มีสะพานคอนกรีตของกองทัพซึ่งออกแบบโดยอดีตผู้ว่าฯตั้งอยู่ด้วย   สภาพแวดล้อมที่ได้รับการดูแลอย่างดีหนุนส่งให้ซานอิกนาซิโอกลายเป็นสวนอันเงียบสงบและสง่างาม   ซากอาคารศิลายุคอาณานิคมมีตะไคร่น้ำเขียวชอุ่มขึ้นปกคลุมเป็นชั้นบางๆ </li></ul>
  46. 57. <ul><li>Cartagena </li></ul><ul><li>การ์ตาเคนา   เด   อินเดียส   (Cartagena de Indias)  อาจเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดและคนรู้จักน้อยที่สุด   ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งทะเลแคริบเบียน อบอวลไปด้วยความร้อน เสียงดนตรีและความฝันอันเริงโลด   เมืองป้อมปราการของชาวสเปนแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตชีวา แต่การ์ตาเคนาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆมีหาดทรายไนต์คลับ   บาร์ และร้านอาหาร สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยสบายๆและเฉื่อยชาของผู้คนแถบชายฝั่ง </li></ul><ul><li>ประวัติเมืองการ์ตาเคนาเป็นเหมือนการผจญภัยในนิทาน   ชาวสเปนก่อตั้งเมืองขึ้นเมื่อปี 1533   และเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญบนฝั่งแคริบเบียนตลอดจนเป็นประตูเปิดสู่อาณาจักรอเมริกาใต้   แต่เมื่อทองคำซึ่งแย่งชิงมาจากชาวอินเดีย ถูกบรรทุกลงเรือส่งไปยังเมืองกาดีซ   ( Cadiz)  การ์เตเคนาก็ตกเป็นเป้าโจมตีของพวกโจรสลัดในน่านน้ำทะเลแคริบเบียนในทันที </li></ul><ul><li>ในช่วงศตวรรษที่ 16 การ์ตาเคนาถูกพวกโจรและโจรสลัดปิดล้อมไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง ครั้งที่เลวร้ายที่สุด คือ การเข้าปล้นของเซอร์ฟรานซิส   เดร็ก ( Francis Drake)  เมือ่ปี 1586   สามารถรีดเงินค่าไถ่จากชาวเมืองได้ถึง   10   ล้านเปโซ   หลังจากนั้นไม่นานกษัตริย์สเปนทรงตัดสินพระทัยสร้างป้อมปราการขึ้นบนเมืองท่าแห่งนี้อย่างที่จะไม่ให้ใครพิชิตได้   การสร้างกำแพงและเชิงแท่นศิลาต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษ   และดูยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมา   การบุกโจมตีของพวกโจรสลัดยังคงดำเนินอยู่ต่อไปแต่ก็ไม่สำเร็จเหมือนก่อน   และแม้จะต้องเผชิญกับการปิดล้อมโจมตีจากอังกฤษและฝรั่งเศสการ์ตาเคนาก็ยังอยู่รอดปลอดภัยมาได้ </li></ul>
  47. 59. <ul><li>กรุงลิมา   นครหลวงของโลกใหม่ </li></ul><ul><li>ฟรานซิสโก ปิซารร์โอร ก่อตั้งกรุงลิมาเมื่องันที่ 18 มกราคม ค . ศ . 1535 ทั้งๆที่ชัยภูมิแถบนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการตั้งถิ่นฐานเนื่องจากฝนแล้ง มีแผ่นดินไหวบ่อย ฤดูหนาวท้องฟ้ามัวหม่น และมีหมอกลงจัดแต่ทหารของเขาเห็นว่าที่นี่เป็นทางหนีออกสู่ทะเลเร็วทีสุด ถ้าชาวอินเดียก่อกบฏ พวกเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าที่ราบโล่งกว้างแห่งนี้จะกลายเป็นเมืองหลวงทางการทหารและการเมืองของโลกใหม่   โดยมีอุปราชปกครองต่อกันมาถึง 40 คน ก่อนจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นนครหลวงของประเทศเปรูในปี 1821 จัตุรัสอาร์มัส ( Plaza deArmas) เป็นศูนย์กลางอำนาจของอาณานิคมใหม่มาหลายศตวรรษ และบังคงเป็นจัตุรัสอันคึกคักและสวยที่สุดในเมือง ตรงกลางจัตุรัสมีส่วนกุหลาบ น้ำพุเห็นและม้านั่งที่พวกหนุ่มสาวชอบมานั่งคุยกัน มีเด็กรับจ้างขัดรองเท้า นอกจากนี้ยังมีครอบครัวที่มาถ่ายรูปกันในวันอาทิตย์โดยยึดเอาทำเนียบประธานาธิบดี ( Palacio Presidencial) เป็นฉากหลัง ฐานตัวอาคารนั้นเป็นฐานเดิมที่ปิซารร์โรสร้างขึ้น แต่ตัวอาคารด้านหน้าเป็นของที่ทำขึ้นใหม่ในต้นทศวรรษ 1900 สมัยที่จอมเผด็จการเอากุสโต เลกียาครองอำนาจ เมื่อประธานาธิบดี อลัน การ์เซียขึ้นครองอำนาจในปี 1985 เขาได้ยกเลิกการใช้หมวกเกราะแบบ ปรัสเซีย ปรับปรุงเครื่องแบบทหารองครักษ์เสียใหม่ ปัจจุบันคุณสามารถไปชมเครื่องแบบทหารองครักษ์ที่ทันสมัยกว่าได้ในช่วงเปลี่ยนเวรตอนบ่ายโมงตรงของทุกวัน ซ้ำยังจะได้ชมการเดินแถวของทหารซึ่งยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้ทุกประการ </li></ul>
  48. 61. <ul><li>เทศกาลคาร์นิวัล </li></ul><ul><li>                </li></ul><ul><li>มีที่ใดบ้างที่จะปิดกิจการงานทั่วประเทศปีละสี่วันสี่คืนเพื่อจัดขบวนแห่อันหรูหราเอิกเกริกและร่ำดื่มสุรากันอย่างสนุกสนาน แต่เดิมคาร์นิวัลเป็นงานฉลองของพวกนอกศาสนา ก่อนกลายมาเป็นงานเทศกาลทางคริสต์ศาสนาของยุโรปในช่วงปลายฤดูหนาว และเป็นงานรื่นเริงงานสุดท้ายก่อนเข้าสู่ฤดูถือบช 40 วัน แล้วจึงตามมาด้วยเทศกาลอีสเตอร์ [ คาร์เนวัลเพี้ยนมาจากคำว่า   คาร์เนวาเล ( carne vale)  ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า ลาขาดจากเนื้อ ] งานคาร์นิวัลในบราซิลมีต้นตอมาจากเทศกาลเอนตรูโด ( entrudo) ชองชาวโปรตุเกสในช่วงก่อนถึงฤดูบวช มีการเล่นสาดน้ำ - โคลน และแป้งใส่กันจนถึงขั้นเจ็บตัวกลับไป บราซิลจึงสั่งห้ามการละเล่นนี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่ทุกวันนี้ยังมีการเล่นกันอยู่ในโบลิเวียและอาร์เจนตินา </li></ul><ul><li>               งานคาร์นิวัลที่นครฮิโอ เด จาเนย์โรจัดเป็นงานที่โด่งดังที่สุดของบราซิล และถือเป็นประเพณีว่าจะต้องจัดขึ้นทุกปีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 อันเป็นช่วงเดียวกับที่แต่ละเขตนำการเต้นรำชุดสวยๆและเพลงประกอบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนแห่ ครั้นถึงปี 1932 ก็เริ่มมีการประชันขันแข่งกันจนถูกเรียกขานว่า คณะแซมบ้า ( escolas de samba) เพลงแซมบ้ามีต้นกำเนิดมาจากดนตรีในแถบแอฟริกาตะวันตกที่มีกลองเสียงทุ้มต่ำเป็นตัวนำ ในภาคใต้ของบราซิลจะถือว่าดนตรีจังหวะนี้เป็นสัญลักษณ์ของงานคาร์นิวัล </li></ul>

×