Astronomy VII

1.808 Aufrufe

Veröffentlicht am

Solar system

Veröffentlicht in: Bildung
0 Kommentare
3 Gefällt mir
Statistik
Notizen
  • Als Erste(r) kommentieren

Keine Downloads
Aufrufe
Aufrufe insgesamt
1.808
Auf SlideShare
0
Aus Einbettungen
0
Anzahl an Einbettungen
127
Aktionen
Geteilt
0
Downloads
107
Kommentare
0
Gefällt mir
3
Einbettungen 0
Keine Einbettungen

Keine Notizen für die Folie

Astronomy VII

  1. 1. ทฤษฎีการกาเนิด ระบบสุริยะ
  2. 2. 1.ทฤษฎีของคานท์และลาพลาส • ระบบสุริยาเกิดจากกลุ่มก๊าซและหมอกควันขนาด ใหญ่ที่มีความร้อนจัดมารวมตัวกันแล้วหมุน • แรงเหวี่ยงจากการหมุนทาให้มวลบางส่วนหลุดออก เกิดเป็นวงแหวนเรียงออกไปเป็นชั้นๆ • มวลบริเวณศูนย์กลางได้กลายเป็นดวงอาทิตย์ • มวลที่อยู่บริเวณวงแหวนต่างๆ ได้กลายเป็นดาว เคราะห์และสิ่งอื่นๆ ในระบบสุริยะ
  3. 3. 1.ทฤษฎีของคานท์และลาพลาส
  4. 4. • มีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ • แรงดึงดูดระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวฤกษ์มีผลทา ให้มวลสารบางส่วนของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ หลุดออกมา • แล้วกลายเป็นดาวเคราะห์และวัตถุอื่นๆ ในระบบ สุริยะ 2. ทฤษฎีของเจมส์ ยีนส์
  5. 5. 2. ทฤษฎีของเจมส์ ยีนส์
  6. 6. • กลุ่มก๊าซและฝุ่ นละอองรวมกันเป็นดวงอาทิตย์ก่อน • ต่อมาดวงอาทิตย์ที่เกิดขึ้นนี้เริ่มมีแสงสว่าง โดย ยังคงมีกลุ่มก๊าซและฝุ่ นละอองห้อมล้อมอยู่ และ หมุนไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ • กลุ่มก๊าซและฝุ่ นละอองดังกล่าวจะอัดตัวกันแน่น และรวมตัวกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ • กลายเป็นดาวเคราะห์และวัตถุต่างๆ ในระบบสุริยะ 3. ทฤษฎีของเฟรด ฮอยล์ และฮานส์ อัลเฟน
  7. 7. 3. ทฤษฎีของเฟรด ฮอยล์ และฮานส์ อัลเฟน
  8. 8. กาเนิดดวงอาทิตย์และบริวาร การหมุนวนของกลุ่มแก๊สขนาดใหญ่ที่เริ่ม หดตัวเป็นก้อน
  9. 9. ด้วยสภาวะของแรงดึงดูดระหว่างมวล ทาให้สาร ส่วนใหญ่ถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลาง เกิดเป็นดวงอาทิตย์ กาเนิดดวงอาทิตย์และบริวาร
  10. 10. กาเนิดดวงอาทิตย์และบริวาร ฝุ่ นแก๊สที่เหลือถุกเหวี่ยงเป็นวงรอบจุดศูนย์กลาง กาเนิดดวงอาทิตย์และบริวาร
  11. 11. กาเนิดดวงอาทิตย์และบริวาร เศษฝุ่ นแก๊สรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวง รวมทั้งโลกของเราด้วย
  12. 12. การแบ่งดาวเคราะห์จากการสังเกตบนโลก  ดาวเคราะห์วงใน  ดาวเคราะห์วงนอก
  13. 13. ดาวเคราะห์วงใน (Inferior Planets) ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก ดาวเคราะห์วงนอก (Superior Planets) ดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลดวงอาทิตย์มากกว่าโลก
  14. 14. การแบ่งดาวเคราะห์จากลักษณะของการเกิด และลักษณะขององค์ประกอบ  ดาวเคราะห์ชั้นใน  ดาวเคราะห์ชั้นนอก
  15. 15. เขตดาวเคราะห์ชั้นในดาวเคราะห์ชั้นใน (inner planets) อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับแถบดาวเคราะห์ น้อย มีผิวแข็งเป็ นหินแบบเดียวกับโลก มีแก่น เป็นโลหะ เรียกว่า ดาวเคราะห์หิน หรือ ดาว เคราะห์แบบโลก (Terrestrial Planets)
  16. 16.  เป็ นดาวเคราะห์ที่อยู่ถัดจากแถบดาว เคราะห์น้อยออกไป  เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่  มีองค์ประกอบหลักเป็ นไฮโดรเจนและ ฮีเลียม จึงเรียกว่า ดาวเคราะห์แก๊ส ดาวเคราะห์ชั้นนอก(outer planets)
  17. 17. เขตของบริวารดวงอาทิตย์
  18. 18. นักดาราศาสตร์แบ่งเขตพื้นที่รอบดวงอาทิตย์ตาม ลักษณะของการเกิดและลักษณะขององค์ประกอบ 1 • ดาวเคราะห์ชั้นใน 2 • แถบดาวเคราะห์น้อย 3 • ดาวเคราะห์ชั้นนอก 4 • เขตนอกสุดคือ ดงดาวหาง
  19. 19. เขตดาวเคราะห์ชั้นใน ดาวเคราะห์ชั้นใน (inner planets)
  20. 20. แถบดาวเคราะห์น้อย ( Asteroid belt ) แถบดาวเคราะห์น้อย อยู่ ระหว่างดาวอังคารและดาว พฤหัสบดี มีวัตถุขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ มีอยู่ประมาณ 200 ดวง ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง มากกว่า 100 กิโลเมตร ดาวเคราะห์ น้อยแกสปรา
  21. 21. ดาวเคราะห์ชั้นนอก(outer planets)
  22. 22. วัตถุในแถบไคเปอร์ (Kuiper belt objects) อยู่บริเวณตั้งแต่วงโคจรของดาว เนปจูนออกไป วัตถุในแถบนี้ได้แก่ ดาวพลูโต และดาวอีรีส
  23. 23.  เป็นก้อนน้าแข็งสกปรก  เมื่อดาวหางเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ใจกลางหัว (necleus) ของดาวหางระเหิด  ดาวหางจะมาจากบริเวณขอบนอก ของระบบสุริยะที่เรียกว่า แถบคอยเปอร์ (Kuiper Belt )ดาวหาง ฮัลเลย์ เขตดาวหาง ( comet )
  24. 24. ดาวหางโดนาติ ดาวหางเฮล-บอปป์ ดาวหาง
  25. 25. fkดาวเคราะห์แคระ ( Dwarf planets )  อยู่ในวงโคจรรอบดาว ฤกษ์ มีมวลพอเพียงที่จะมีแรง โน้มถ่วงของตัวเอง  ไม่สามารถควบคุมแรง ดึงดูดและวงโคจรของสิ่ง ต่าง ๆ ที่อยู่รอบวงโคจรของ มัน
  26. 26. สะเก็ดดาว ( Meteoroid)  เป็นวัตถุขนาดเล็กในอวกาศ  ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง  เสียดสีกับชั้นบรรยากาศ จะทาให้ลุกไหม้ เรียกว่า ดาวตก (meteor) หรือผีพุ่งไต้(shooting ster) ถ้ามีขนาดใหญ่และเผาไหม้ไม่หมด จะ เรียกว่า อุกกาบาต (meteorite)
  27. 27. โยฮันเนส เคปเลอร์ • ดาวเคราะห์โคจรเป็นรูปวงรีรอบดวงอาทิตย์ • ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์จะโคจรด้วย อัตราเร็วมากกว่าดาวเราะห์ที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ • กาลังสองของคาบในการโคจรรอบดวงอาทิตย์แปร ผันตรงกับกาลังสามของระยะห่างจากดวงอาทิตย์
  28. 28. ดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มี มวลน้อย ดวงอาทิตย์มีมวล มากกว่าโลกถึง 333,400 เท่า และ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสง สว่างในตัวเอง
  29. 29. โครงสร้างภายในของดวงอาทิตย์มี 3 ส่วน 1.แก่น (core) เกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ได้ พลังงานที่ได้เป็นแหล่งพลังงานทั้งหมดของดวงอาทิตย์ 2. เขตการแผ่รังสี (radiation zone) การถ่ายโอน พลังงานในเขตนี้ต้องใช้เวลานานเป็นล้านปี 3.เขตการพาความร้อน (convection zone) เป็นการ พาพลังงานจากเขตการแผ่รังสีออกสู่ผิวของดวงอาทิตย์ และนาพลังงานจากผิวของดวงอาทิตย์ออกสู่อวกาศโดย การแผ่รังสี
  30. 30. ชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์ • เป็นชั้นบรรยากาศชั้นในสุด • เป็นบริเวณที่สว่างที่สามารถ มองเห็นได้ ชั้นโฟโตสเฟียร์ (photosphere) • เป็นชั้นบรรยากาศบางๆ ที่ ห่อหุ้มโฟโตสเฟียร์ • ขอบเขตไม่แน่นอน/มี โครงสร้างที่เป็นลาแก๊สร้อน ชั้นโครโมสเฟียร์ (chromospheres)
  31. 31. ชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์ • เป็นชั้นบรรยากาศที่เจือจาง และแผ่ กระจายจากดวงอาทิตย์ได้ไกลมาก • มีความสว่างประมาณ 1 ในล้าน ส่วนของความสว่างของดวงอาทิตย์ และความสว่างลดลงตามระยะทาง คอโรนา (corona)
  32. 32. - อนุภาคความเร็วสูงที่ถูกปล่อยมาจากดวงอาทิตย์ทุกทิศทุกทาง ตลอดเวลา - ส่วนใหญ่ประกอบด้วยอิเล็กตรอนและโปรตอน ลมสุริยะ : SOLAR WIND
  33. 33. การลุกจ้าของดวงอาทิตย์ (Solar Flares) • การลุกจ้าของดวงอาทิตย์ (solar flare) • พลังงานถูกปลดปล่อยออกมาในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า • ส่วนใหญ่การลุกจ้าจะเกิดรอบๆ จุดดับ(sunspots) ที่ซึ่งมี สนามแม่เหล็กความเข้มสูงออกมาจากผิวดวงอาทิตย์ชั้น โฟโตสเฟียร์ (photosphere) สู่บรรยากาศชั้นโคโรนา
  34. 34. พายุสุริยะ : SOLAR STROM กระแสของอนุภาคพลังงาน สูงที่พัดมาจากดวง อาทิตย์ด้วยปริมาณและความเร็วสูงกว่าระดับปกติ - เป็นตัวการทาให้เกิดแสงเหนือใต้ และพายุ แม่เหล็ก - ส่งผลต่อดาวเทียม ยานอวกาศ และระบบสาย ส่งบนโลก
  35. 35. การปลดปล่อยก้อนมวลจากโคโรนา (Coronal Mass Ejection) • Coronal Mass Ejection (CME) เป็นการปลดปล่อยก้อน มวลออกมาจากบรรยากาศชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ • กลุ่มมวลที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นอยู่ในรูปพลาสมา (plasma) หรือสถานะที่อะตอมธาตุสูญเสียอิเล็กตรอน ออกไปจนอยู่ในสภาพไอออน (ion) และอิเล็กตรอน (electron) ปะปนกัน
  36. 36. แสงเหนือ-แสงใต้ : aurora เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่มีแสง เรืองบนท้องฟ้ าในเวลากลางคืน โดยมักจะขึ้นใน บริเวณแถบขั้วโลก

×